Lifestyle

เช่าห้องหรือย้ายห้องที่ญี่ปุ่น ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ตรงนี้มีคำตอบ !

เช่าห้องหรือย้ายห้องที่ญี่ปุ่น ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ตรงนี้มีคำตอบ !

หลังจากญี่ปุ่นเปิดฟรีวีซ่าให้คนไทย ทำให้หลายคนได้สัมผัสความเป็นชาตินิยมของชนชาติญี่ปุ่นมากขึ้นจากการไปเที่ยว บางคนถึงกับติดใจหลงใหลในเสน่ห์ในความเป็นญี่ปุ่น ถึงกับตัดสินใจย้ายสัมมะโนครัวไปอยู่ญี่ปุ่นกันเลยก็มี ไม่ว่าจะไปเรียนภาษา เรียนต่อมหาวิทยาลัย เพื่อการศึกษาที่ดีขึ้น หลาย ๆ คนก็แต่งงานกับหนุ่มญี่ปุ่นไปเป็นแม่บ้านอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นถาวร

นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาผู้สูงอายุ ประชากรไม่นิยมมีลูก ทำให้คาดการณ์ไว้ว่าจำนวนประชากรจะลดลงจาก 120 ล้านคนเหลือเพียง 80 ล้านคนในอีก 30-50 ปีข้างหน้า ทำให้รัฐบาลออกมาตรการดึงแรงงานจากต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มจำนวนคนทำงานเพื่อจ่ายภาษีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 2020 นี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์อันดีงามของประเทศญี่ปุ่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และดึงดูดประชากรจากประเทศต่าง ๆ ให้มาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมากขึ้น

แน่นอนว่าการใช้ชีวิตในประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งต้องแลกมาด้วยความเป็นระเบียบ และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เยอะมาก การหาห้องเช่าหรือการย้ายบ้านก็เป็นหนึ่งในนั้น การเช่าบ้านและย้ายบ้านในประเทศญี่ปุ่นจะต้องกระทำผ่านนายหน้าที่เรียกว่า ฟุโดซัง นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ด้วยความยุ่งยากเหล่านี้ทำให้แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ไม่นิยมที่จะย้ายห้องเช่าบ่อยครั้งนัก ซึ่งเราจะอธิบายกันต่อไปในบทความนี้

….

1. การเช่าห้องในญี่ปุ่นต้องทำผ่านนายหน้าเท่านั้น

1. การเช่าห้องในญี่ปุ่นต้องทำผ่านนายหน้าเท่านั้น

นายหน้าหาห้องเช่าในญี่ปุ่นเรียกว่า ฟุโดซังค่ะ บริษัทนายหน้าก็จะมีสาขาให้บริการหาบ้านอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างจากไทยเมื่อเราอยากเช่าคอนโด เราสามารถเข้าไปค้นหาในเว็บไซต์ ติดต่อได้ทั้งผ่านนายหน้าและได้โดยตรงไปจนถึงทำสัญญากับเจ้าของได้เลย  แต่ที่ญี่ปุ่นจะไม่สามารถทำได้ค่ะ จำเป็นต้องทำเรื่องผ่านนายหน้าเท่านั้น แม้แต่คนญี่ปุ่นเองที่ลงทุนซื้ออพาร์ตเมนต์ในญี่ปุ่น เขาก็ต้องปล่อยห้องผ่านนายหน้าค่ะ ซึ่งการผ่านนายหน้านี่แหละ จะมีความยุ่งยาก เพราะต้องเที่ยวไปเที่ยวมาหลายที่เพื่อเปรียบเทียบราคา และเอาไว้ต่อรองราคา

บางอพาร์ตเมนต์ เขาอาจจะทำสัญญากับนายหน้าแห่งเดียว สมมุติว่าอพาร์ตเมนต์หลังนี้ทำสัญญากับนายหน้า A แต่ถ้าเราไปคุยกับนายหน้า B นายหน้า B เขาจะไม่บอกเราตรง ๆ นะคะว่าอพาร์ตเมนต์หลังนี้ต้องติดต่อนายหน้า A นายหน้า B เขาจะเสนอห้องที่เขามีอยู่ให้เราค่ะ เพราะเขาก็อยากได้ค่านายหน้าจากเรา

และในกรณีที่เราย้ายห้องเช่าภายในจังหวัด นายหน้าบางแห่งเขาจะไม่บอกข้อมูลทางโทรศัพท์ การติดต่อครั้งแรกเราต้องเข้าไปคุยกับเขาที่สาขาก่อน บางครั้งเราสนใจแค่จะเช่าห้อง แต่นายหน้าดันเสนอขายห้องที่เขามีสะงั้น กว่าจะได้ห้องนี่ต้องเทียวไปเทียวมาคุยกับนายหน้าหลายรอบเลยค่ะ บางห้องคนเก่ายังไม่ออก มีกำหนดจะออกปลายเดือน ทำให้ยังดูสภาพภายในไม่ได้ ถ้าอยากได้ก็อาจจะต้องรีบตัดสินใจเลย เพราะบางห้องสร้างได้ไม่นานนักและราคาไม่แพง ถ้าเราตัดสินใจช้าก็อดไปตามระเบียบค่ะ อาจจะมีคนพร้อมเสียบทันที

ที่สำคัญ อพาร์ตเมนต์หลาย ๆ แห่งในญี่ปุ่นเขาไม่รับคนต่างชาตินะค่ะ เพราะกลัวจะมีปัญหาเยอะ ทั้งเรื่องการสื่อสาร และกลัวสร้างปัญหาให้คนในตึก ประสบการ์ณตรงจากตอนที่เราจะเช่าห้องครั้งแรกค่ะ อุตส่าห์หาห้องว่างที่ถูกใจจนเจอแล้ว และเราก็ได้คุยกับนายหน้าถึงรายละเอียดสะดิบดี วาดฝันว่าจะได้อยู่ห้องนี้ จะวางโซฟาไว้ตรงนั้น เตียงไว้ตรงนี้ แต่สุดท้ายฝันก็สลายไปต่อหน้าต่อตา เมื่อนายหน้าโทรไปถามเจ้าของอพาร์ตเมนต์หลังนี้ แล้วเขาบอกว่าสำหรับเฉพาะคนญี่ปุ่นเท่านั้นค่ะ เสียดายมากเลยตอนนั้น

แต่ในโตเกียวอาจจะไม่มีปัญหาก็ได้ค่ะ เพราะเป็นเมืองใหญ่ ส่วนต่างจังหวัดค่อนข้างจะมีปัญหากับคนต่างชาติ เพราะคนท้องถิ่นยังไม่คุ้นเคยนั่นเอง ตอนเราอยากจะย้ายบ้านสมัยอยู่ต่างจังหวัดของญี่ปุ่น นายหน้าของเราโทรไปติดต่อถึง 3-4 ที่ พอบอกว่าสามีเรามีภรรยาเป็นต่างชาติ เท่านั้นแหละ พวกเขาเซโนว์ทันทีเลยค่ะ แคมเปญนี้เราโดนคัดออก นายหน้าที่เราติดต่อด้วย คงรำคาญ เลยแก้ปัญหาโดยการให้คุณสามีเราทำสัญญาแค่คนเดียว และไม่แจ้งว่ามีภรรยาเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ

….

2. ค่าแรกเข้าโหดสุด ๆ ต้องเตรียมเงินไว้หลักแสนเยนขึ้นไป

2. ค่าแรกเข้าโหดสุด ๆ ต้องเตรียมเงินไว้หลักแสนเยนขึ้นไป

การเช่าบ้านในญี่ปุ่นจะมีค่าแรกเข้า เรียกรวม ๆ ว่า โชะคิฮิโย (初期費用) ประกอบไปด้วยค่าขอบคุณ (礼金), ค่ามัดจำ (敷金), ค่านายหน้า, ค่าจิปาถะ, ค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน เยอะจนเราตาลายเลยค่ะ

2.1 ค่าขอบคุณ (礼金) เป็นเงินที่ให้เพื่อขอบคุณเจ้าของห้อง ส่วนมากจะเก็บ 2 เดือนของค่าเช่า เป็นเงินกินเปล่า ไม่ได้คืน แต่บางที่ถ้าเป็นตึกเก่ามาก ๆ อายุ 30 ปีขึ้นไปหรืออยู่ในทำเลที่ไม่ค่อยดี เช่น ติดทางรถไฟแล้วเสียงดัง, ไม่มีซุปเปอร์มาเก็ตในละแวกนั้น ก็อาจจะไม่มีค่าขอบคุณ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีแผ่นดินไหวบ่อย ๆ ทำให้คนไม่นิยมอาศัยอยู่ในตึกเก่ามาก ๆ ค่ะ โดยเฉพาะตึกที่สร้างก่อนปี 1981 จะเป็นตึกที่ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้สร้างตึกที่มีโครงสร้างรองรับการเกิดแผ่นดินไหว สำหรับใครที่เป็นกังวล เราแนะนำให้เช่าตึกที่สร้างหลังปี 1981 ค่ะ ได้ความปลอดภัยแต่ก็แลกกับต้องจ่ายค่าขอบคุณนะคะ

2.2 ค่ามัดจำ (敷金) เป็นเงินมัดจำเหมือนเวลาเช่าคอนโดในไทยเลยค่ะ ในญี่ปุ่นส่วนมากจะเก็บค่ามัดจำที่ 1-2 เดือน ของค่าเช่า เงินส่วนนี้จะได้คืนเมื่อย้ายออกถ้าไม่มีของอะไรในห้องเสียหาย สิ่งที่ควรระมัดระวังที่สุดก็คือ ผนังห้องค่ะ เพราะจะปูด้วยกระดาษสีขาว ถ้าเราทำเลอะแค่ส่วนหนึ่ง เขาจะต้องลอกออกมาแปะใหม่ทั้งแผ่นใหญ่ ๆ เลยค่ะ ตรงนี้จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก อาจจะหลายหมื่นเยนเลยทีเดียวขึ้นอยู่กับความใหญ่ของกระดาษผนังค่ะ

2.3 ค่านายหน้า ส่วนมากคิดที่ 30-100% ของค่าเช่าบ้าน ตรงนี้จริง ๆ แล้วสามารถต่อรองได้ค่ะ เช่น เราบอกว่านายหน้าว่า เจ้าอื่นเขาลดค่านายหน้าให้เท่านี้ ถ้านายหน้าเจ้านี้เขาอยากให้เราเช่าห้องผ่านเขา เขาก็อาจจะลดค่านายหน้าให้ค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเป็นตึกใหม่ไม่เกิน 10 ปีตั้งอยู่ในทำเลดีมาก ติดสถานีรถไฟ แบบนี้เขาก็อาจจะไม่ลดให้ค่ะ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีจำนวนคนอาศัยเยอะ ยิ่งยากค่ะ แต่สำหรับต่างจังหวัด จำนวนคนเช่าน้อยกว่า อาจจะทำให้เกิดการแข่งขันระหว่างนายหน้าเอง ทำให้ต่อรองค่านายหน้าได้เยอะค่ะ

2.4 ค่าจิปาถะ การเช่าห้องในญี่ปุ่นจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าเปลี่ยนกุญแจ ประมาณ 20,000 เยน ค่าประกันอัคคีภัย 10,000-20,000 เยน / ปี ซึ่งเป็นค่าที่ต้องจ่าย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้นะค่ะ

2.5 ค่าต่อสัญญา ตรงนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายหลังจากที่ครบสัญญาเช่าแต่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามไป ที่ญี่ปุ่นจะมีค่าต่อสัญญาด้วยค่ะ บางทีจะคิดค่าเช่า 1 เดือน-2 เดือน ซึ่งเราต้องหมั่นเช็กสัญญาเช่าของเราให้ดีค่ะ เพราะว่าหากเรามีแพลนจะย้ายห้องไปอยู่ที่อื่น ถ้าเราลืมเช็กว่าสัญญาหมดเมื่อไหร่ อาจจะทำให้อยู่เกินและจำเป็นต้องจ่ายค่าต่อสัญญาโดยใช่เหตุได้

มาลองคำนวณเป็นตัวเลขให้เห็นภาพกันค่ะ

ถ้าค่าห้องเช่า 100,000 เยนต่อเดือน ค่าแรกเข้าทั้งหมดที่จะเสียก็ตามด้านล่างค่ะ

ค่าขอบคุณ (1 เดือน) 100,000 + ค่ามัดจำ(1 เดือน) 100,000 + ค่านายหน้าคิดที่ 100% 100,000+ ค่าจิปาถะ 40,000 + ค่าเช่าล่วงหน้า (1 เดือน) 100,000

คิดเป็นเงิน 440,000 เยน หรือประมาณ 120,000 บาท! อาจจะถูกหรือแพงกว่านี้ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ค่านายหน้า

จะเห็นได้ว่า จะเช่าห้องหรือย้ายห้องทีหนึ่งต้องมีเงินก้อน นอกจากบริษัทจะสั่งย้ายให้ไปทำงานต่างเมือง แบบนั้นบริษัทก็จะเป็นฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนส่วนนี้แทนค่ะ

….

3.  ค่าเฟอร์นิเจอร์

3.  ค่าเฟอร์นิเจอร์

สำหรับคนที่จะเช่าห้อง นอกจากค่าแรกเข้าแล้วต้องอย่าลืมเตรียมเงินสำหรับซื้อเฟอร์นิเจอร์ด้วยค่ะ เพราะห้องส่วนใหญ่จะเป็นห้องเปล่า ถ้าเป็นห้องแบบที่มีเฟอร์นิเจอร์ให้ด้วย จะมีราคาเช่าต่อเดือนสูง เหมาะสำหรับอยู่ระยะสั้นมากกว่าค่ะ ถ้าต้องการอยู่ระยะยาวเราแนะนำให้ซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ สำหรับคนที่ตึกไม่มีลิฟต์ อาจจะต้องหาร้านที่เขียนไว้ว่ารับขนขึ้นตึกที่ไม่มีลิฟต์ด้วย แต่ในกรณีนี้จะเสียค่าขนขึ้นตึกเพิ่มเติมค่ะ ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองค่ะ ไม่มีของฟรี

สำหรับคนที่ต้องการย้ายห้อง ถ้าเราจะทิ้งเฟอร์นิเจอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ เราต้องจ่ายเงินสำหรับทิ้งของเหล่านี้ด้วยนะค่ะ ถามว่าทำไมไม่เอาไปขายต่อ ขายได้ค่ะ แต่ค่าส่งต่อชิ้นจะแพงมาก ซื้อของใหม่ราคาอาจจะไม่ต่างกันมากนัก สำหรับคนที่ซื้อเฟอร์นิเจอร์มาเต็มห้อง แค่คิดจะย้ายก็เหนื่อยแล้วค่ะ ถ้าย่ิงคิดจะขนของไปทุกอย่าง ก็อาจจะเสียค่าส่งแพงอีก ของบางชิ้นซื้อใหม่เลยอาจจะคุ้มกว่าเสียค่าขนส่งอีกค่ะ นอกจากนี้ยังมีค่ากำจัดขยะจะอยู่ที่ราว ๆ 10,000 เยนขึ้นไปขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนของที่ต้องการกำจัด

หากมีโปรแกรมจะย้ายบ้าน เราแนะนำให้เผื่อเวลาเรียกบริษัทที่รับทิ้งขยะมาประเมินราคาสัก 2-3 เจ้าเลยค่ะ เพื่อที่จะได้ต่อรองราคา ถ้ามีของที่ร้านรีไซเคิลสามารถนำไปขายต่อได้เขาก็จะรับซื้อบวกลบกับค่าทิ้งของที่ขายไม่ได้ แต่ส่วนมากแล้วจะไม่ได้ราคาดีหรอกนะคะ อย่างเครื่องซักผ้าที่เราเคยซื้อมาเมื่อ 2 ปีก่อนในราคา 45,000 เยน เขารับซื้อแค่ 5,000 เยนเอง น้ำตาจะไหลค่ะ

….

4. สัญญาเช่าห้องส่วนมากอยู่ที่ 2 ปี

4. สัญญาเช่าห้องส่วนมากอยู่ที่ 2 ปี

สัญญาเช่าห้องญี่ปุ่นส่วนมากจะอยู่ที่ 2 ปี สัญญาปีเดียวก็มีค่ะ แต่ในต่างจังหวัดจะมีน้อยมาก ๆ ในเมืองใหญ่น่าจะพอหาห้องสัญญา 1 ปีได้แต่ก็ต้องแลกกับค่าเช่าห้องที่แพงขึ้น ถ้าเราแจ้งย้ายออกก่อน 2 ปี เราต้องเสียค่าผิดสัญญา 1 เดือนของค่าเช่าค่ะ แต่บางตึกถ้าอยู่เกิน 1 ปี ก็ไม่ต้องเสียค่ะ ต้องดูให้ละเอียดตอนทำสัญญาให้ชัดเจนค่ะ และพอครบ 2 ปีก็จะมีค่าต่อสัญญาตามที่เขียนอธิบายไว้ด้านบน แต่บางตึกก็อาจจะไม่เสียค่าต่อสัญญา เราแนะนำให้เช็ครายละเอียดทั้งหมดให้ดีก่อนทำสัญญาค่ะ
….

5. สัญญาเช่าอินเทอร์เน็ตส่วนมากอยู่ที่ 2 ปี

5. สัญญาเช่าอินเทอร์เน็ตส่วนมากอยู่ที่ 2 ปี
ถ้าเช่า Pocket Wifi ในญี่ปุ่น อินเทอร์เน็ตจะถูกจำกัด Data ใครที่ชอบดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ ใช้เน็ตไม่จำกัดต้องเลือกเน็ตบ้านค่ะ อินเทอร์เน็ตที่นี่จะมีสัญญาที่ 2 ปี ทำให้คนไม่ค่อยอยากย้ายเพราะติดสัญญาอินเทอร์เน็ตที่ห้องเดิม ถ้าจะยกเลิกก็เสียค่าปรับอีก อยู่ญี่ปุ่นนี่เรื่องมากจริง ๆ ค่ะ ส่วนเน็ตบ้านแบบไม่จำกัด Data ข้อมูลตามด้านล่างเลยค่ะ
….
5.1 Hikari Fiber
เจ้านี้จะมีตัวปล่อยสัญญาณในตึกค่ะ ถ้าเราย้ายไปตึกที่เขามีตัวปล่อยสัญญาณกับค่ายนั้น ๆ อยู่แล้ว เราสามารถเลือกทำสัญญากับค่ายนั้นได้เลยค่ะ อินเทอร์เน็ตสามารถใช้ได้ทันทีหลังจากทำสัญญาเสร็จ แต่เราจะไม่สามารถเลือกความเร็วได้
….
5.2 ADSL
เน็ตบ้านแบบนี้ เราสามารถเลือกความเร็วได้ค่ะ และเลือกเอาโทรศัพท์บ้านหรือไม่เอาได้ค่ะ ถ้าเราเอาโทรศัพท์ด้วยเขาจะมาติดตั้งให้เร็วมากค่ะ ภายใน 10 วัน สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตได้เลย แต่ถ้าไม่เอาโทรศัพท์บ้าน ใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์ถึงสองเดือนขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ติดตั้งเลยค่ะว่ามีตารางว่างหรือไม่
….

6. แต่ละเขตในญี่ปุ่นมีสวัสดิการ และเก็บภาษีแตกต่างกัน

6. แต่ละเขตในญี่ปุ่นมีสวัสดิการ และเก็บภาษีแตกต่างกัน

สำหรับการย้ายเขตในญี่ปุ่น ก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่ใหม่หรือลงหลักปักฐาน เราควรที่จะศึกษารายละเอียดของเขตที่เราจะย้ายไปอาศัยให้ดีก่อนค่ะ เพราะสวัสดิการและการเก็บภาษีของแต่ละเขตนั้นแตกต่างกัน โดยเฉพาะถ้าอยู่ในวัยทำงานหรือวัยที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว จำเป็นต้องศึกษาเรื่องกฎหมาย เรื่องภาษี และเรื่องสวัสดิการของเขตนั้น ๆ ก่อนย้าย เช่น เงินช่วยเหลือเวลาคลอดบุตร เงินสนับสนุนการศึกษาบุตร แต่ละเขตจะมีเงินช่วยเหลือไม่เท่ากัน บางเขตมีคนอยู่น้อย มักจะจูงใจให้คนย้ายไปอยู่เยอะ ๆ โดยการให้เงินช่วยเหลือด้านการศึกษาเด็กเยอะกว่าเขตอื่น ๆ และมีพื้นที่สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น และกิจกรรมสำหรับเด็กเยอะ แต่บางเขตคนอยู่กันแออัดหรือเป็นเขตที่อยู่กลางเมือง คนที่อาศัยอยู่มีรายได้เยอะ ภาษีเขตก็จะแพงขึ้น เป็นต้น
….

7. ค่าขนย้ายแพงทั้งในตัวจังหวัดและต่างจังหวัด

7. ค่าขนย้ายแพงทั้งในตัวจังหวัดและต่างจังหวัด

จังหวัดที่เราเคยอยู่เป็นจังหวัดที่มีขนาดกลาง ๆ  จะมีเรทขนย้ายสิ่งของ ของห้องประมาณ 20-30 ตร.ม อยู่ที่ประมาณ 20,000-40,000 เยน ช่วงไหนที่คนย้ายห้องกันพีค ๆ เช่น ช่วงเด็กจบการศึกษาได้งานใหม่ย้ายเข้าเมือง, ช่วงก่อนเด็กเข้ามหาวิทยาลัย เรทค่าขนย้ายก็จะสูงขึ้นกว่าปกติค่ะ
….
ถ้าย้ายข้ามต่างจังหวัด ห้องขนาด 20-30 ตร.ม จะเสียค่าขนย้ายประมาณ 60,000-150,000 เยน แล้วแต่ว่าย้ายจากไหนไปไหนค่ะ อย่างเรา ย้ายจากคิตะคิวชูมาโตเกียว เสียค่าขนย้ายราว ๆ 80,000 เยนค่ะ เวลาเราเรียกบริษัทขนย้ายมาประเมินราคา เราควรเรียกมาสัก 2-3 เจ้าค่ะ เพราะจะได้เอาไว้ต่อรองราคา บางเจ้าก็ยอมเอาของที่เราไม่เอาแล้วไปทิ้งให้ รวมในราคาค่าย้ายแล้ว (ทิ้งเฟอร์นิเจอร์ ของใหญ่ในญี่ปุ่นต้องเสียเงินค่ะ)
….

สุดท้ายแล้วส่งท้ายกันด้วย

จะเห็นได้ว่า การเช่าห้องหรือย้ายห้องที่ญี่ปุ่นนั้น จะยุ่งยากมากกว่าการเช่าห้องหรือย้ายห้องในเมืองไทยมาก เพราะเมืองไทยเราสามารถติดต่อกับเจ้าของห้องโดยตรงได้เลย ไม่จำเป็นต้องผ่านเอเจนซี่ และส่วนใหญ่จะมีเพียงค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือนและค่าประกันของเสียหาย 1 เดือนเท่านั้น และสัญญาเช่าก็สามารถต่อรองกับเจ้าของห้องได้ จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า

ในญี่ปุ่นจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเรื่องมาก ตามรายละเอียดที่เราได้กล่าวไปด้านบน ดังนั้น หากใครมีแพลนจะย้ายมาอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น ควรจะศึกษาข้อมูลเหล่านี้เพื่อเตรียมตัวและเตรียมค่าใช้จ่ายให้เพียงพอ และที่สำคัญ ควรคิดเรื่องทำเลให้ดีก่อนย้าย เช่น ถ้าเป็นคนชอบทำอาหารทุกวัน ควรจะเน้นเรื่องตึกอยู่ใกล้ซุปเปอร์มาเก็ต ถ้าไม่ชอบเสียงดังก็ไม่ควรเลือกตึกที่อยู่ติดกับเส้นรถไฟ เป็นต้น เราหวังว่าบทความของเรา จะช่วยให้ทุกคนที่มีแพลนจะย้ายไปอาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นวางแผนการเช่าห้องหรือย้ายห้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Leave a Reply

Your email address will not be published.