Travel

แชร์ 13 วิธี ประหยัดเงินสำหรับการใช้ชีวิตในอเมริกา เป็นทั้งคู่มือประหยัดเงิน และการใช้เงิน วางแผนดี ๆ ได้เที่ยวฟรีด้วยนะ

แชร์ 13 วิธีประหยัดเงินสำหรับใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา วางแผนดี ๆ ได้เที่ยวฟรีด้วยนะ

เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่อาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา เป็นยังไงกันบ้างครับ? ยังสบายดีกันอยู่ไหม? อย่างที่รู้ ๆ กันนะครับว่าการใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกานั้น มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะในเรื่องของค่าที่พัก ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเดินทาง ถ้ามีวิธีการในการประหยัดเงินได้บ้าง ก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะครับ
….
พอดีผมได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกามา 5 ปี ส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะประหยัดมาก เลยหาวิธีประหยัดเงินตอนใช้ชีวิตอยู่อเมริกา แล้วก็ช่วยเซฟเงินได้เยอะเลยครับ วันนี้ ผมก็เลยอยากจะมาบอกเล่าประสบการณ์การประหยัดเงินในวิธีแบบแปลก ๆ ทั้ง 13 วิธีที่ผมได้ทำมา ความจริงยังมีวิธีอื่น ๆ อีกแต่ไม่ค่อยคุ้มเท่าไรในการทำ และค่อนข้างเสียเวลา เลยเลือกแต่อันที่เน้น ๆ และทำบ่อยครับ ให้ทุกคนได้ลองอ่านกัน บางวิธีทุกคนอาจจะรู้กันอยู่แล้ว แต่บางวิธีก็อาจจะไม่รู้นะครับ โดยเฉพาะข้อ 13 ต้องโดนใจสายเที่ยวแน่นอนครับ เพราะได้เที่ยวฟรี นอนฟรี ลองไปอ่านกันดูได้ครับผม
….

1. น้ำก๊อกสามารถดื่มได้

1. น้ำก๊อกสามารถดื่มได้

น้ำก๊อกที่สหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่จะสามารถดื่มได้เลยครับ ไม่เหมือนประเทศไทย ตอนผมเพิ่งไปอเมริกาใหม่ ๆ แล้วไปเที่ยวบ้านเพื่อนฝรั่งครั้งแรก ๆ ตอนนั้นกำลังพูดคุยเล่นกันอยู่ในห้องครัวของเขา แล้วเกิดหิวน้ำ เลยขอเขาดื่มน้ำหน่อย เขาก็บอก Okay ! เดี๋ยวเอาให้นะ เขาหยิบแก้วออกมาแล้วเปิดน้ำก๊อกใส่ให้เลยครับ แล้วเขาก็ยื่นแก้วมาให้ผม ผมก็ได้แต่ ขอบคุณนะ แต่ในใจนี่แบบ ตายล่ะ จะดื่มได้ไหมเนี่ย ตอนนั้นอึ้ง ๆ รู้สึก Culture Shock เพราะที่ไทย ดื่มจากก๊อกโดยตรงไม่ได้ ผมมารู้ทีหลังครับว่า ที่อเมริกานั้นดื่มน้ำจากก๊อกกันเป็นเรื่องปกติครับ แต่ต้องดูดี ๆ นะครับเพราะบางรัฐดื่มไม่ได้ เช่น ที่ LA แต่หลัง ๆ มานี้เห็นว่าดื่มได้แล้ว ผมจะใช้วิธีใส่ชื่อเมืองลงไปใน Google แล้วตามด้วย Tap Water เวลาไปเที่ยวที่ไหน ผมก็จะใช้วิธีนี้เพื่อประหยัดค่าน้ำดื่มครับ
….
แล้วจะช่วยประหยัดเงินในแต่ละวันได้ยังไง ? แน่นอนว่า ควรจะพกขวดน้ำติดตัวตลอดครับ เวลาจะออกจากบ้านก็เติมน้ำก่อนออกบ้าน ไปที่โรงเรียน หรือที่ทำงาน ก็เติมน้ำเรื่อย ๆ ครับ ไม่ต้องไปซื้อน้ำขวดเอา ราคาน้ำดื่มที่นั่นถ้าเทียบกับไทยแล้ว ค่อนข้างแพงเอาการนะครับ  อย่างน้อยก็ช่วยประหยัดได้ 1-3$ ต่อวัน ก็ยังดีนะครับ ถ้าเป็นเดือนก็ 30-90$ แล้วครับ
….

2. ทำอาหารกินเองช่วยประหยัดค่าอาหารแน่นอน แต่ถ้าไม่อยากทำเอง พวก App สั่งอาหารต่าง ๆ สามารถช่วยได้

2. ทำอาหารกินเองช่วยประหยัดค่าอาหารแน่นอน แต่ถ้าไม่อยากทำเอง พวก App สั่งอาหารต่าง ๆ สามารถช่วยได้

ถ้าอยู่กันหลายคน ทำอาหารกันเองก็จะช่วยประหยัดค่าข้าวได้เยอะ แต่ถ้าเป็นแบบผมคือ ตัวคนเดียวการทำอาหารทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยเกินไป ไหนจะต้องออกไปซื้อของ เตรียมวัตถุดิบ ทำอาหาร เก็บล้าง แค่คิดก็เหนื่อยแล้วครับ เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิตที่อเมริกาของผม ส่วนใหญ่ก็จะซื้อกินเอา
….
แล้วซื้อร้านไหนยังไงดี แนะนำว่า โหลดแอปของร้านอาหารไว้เลยครับ ยิ่งพวกร้าน Chain Food ที่กินบ่อย ๆ จะชอบส่ง Deal ส่ง Promotion มาให้ใช้เสมอ ๆ สั่งผ่านมือถือได้เลย ไม่ต้องไปรอสั่งที่เคาน์เตอร์อีกแล้ว แล้วไปยื่นรอรับอาหารที่จุดรับอาหารได้เลยครับ ไม่ต้องไปเข้าแถวสั่งอาหารให้เสียเวลา และส่วนใหญ่แอปพวกนี้จะชอบมีโปรโมชั่นสมัครครั้งแรกกินฟรีด้วยนะ และก็จะชอบจัดโปรเรื่อย ๆ ครับ ผมเคยสมัครแอปสั่งอาหารออนไลน์แบบไป Pick Up เองครั้งแรก ได้เครดิตกินฟรีมา 50$ ก็รู้สึกว่าคุ้มดีนะครับ
….
แต่ถ้าไม่อยากใช้แอป ก็ลองหาซื้อตาม Food Cart ก็ดีครับ ส่วนใหญ่จะรับเงินสด และราคาไม่แพงมาก เช่น พวกอาหารฮาลาล ได้ปริมาณเยอะมากแค่ 5-6 $ เองครับ หรือไม่ก็เข้าร้าน Subway Sandwiches ร้านนี้จะชอบมีพวก Deal of The Day ทุกวันจันทร์- อาทิตย์ ราคาตอนนั้นอยู่ที่ 6$ สำหรับ Footlong นะครับ คือซื้อมา 1 ชิ้น ถ้าผู้หญิงแบ่งกินได้สองมื้อเลย ถ้าชอบกินพวก Fast Food ยิ่งถูกครับ Pizza ชิ้นละ 1-2 $ หรือซื้อเป็น Set ได้ Pizza 2 ชิ้น กับน้ำอัดลม 1 กระป๋อง 5$ กว่า ๆ เองครับ เห็นไหมครับว่าประหยัดค่ากินไปได้เยอะเลย
….

3. ถ้าอยากทานข้าวในร้านอาหารแล้วไม่อยากจ่ายค่าทิป ให้สั่งแบบ Take Out ครับ

3. ถ้าอยากทานข้าวในร้านอาหารแล้วไม่อยากจ่ายค่าทิป ให้สั่งแบบ Take Out ครับ

ทุกคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า เวลาไปกินร้านอาหารนั้น ต้องให้ทิปกับพนักงานด้วย 15-20% แล้วแต่การบริการ ซึ่งค่าทิปนี้เอง ถือว่าเป็นอะไรที่เยอะมาก ๆ สำหรับผม แล้วเงินผมก็ไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น ก็เลยจะชอบสั่งอาหารแบบ Take Out มากกว่า เดี๋ยวนี้ยิ่งสะดวกสบายครับ กดสั่งออนไลน์ในมือถือแล้วรอจนได้รับข้อความว่าอาหารเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วค่อยเดินไปเอา พอไปถึงก็โชว์ออเดอร์ในมือถือให้พนักงานดู แล้วก็หยิบอาหารออกมาครับ
….
อ้าวแล้วสั่งแบบ Take Out ไม่ต้องให้ทิปเหรอ สามารถให้ได้ครับ ถ้าให้ก็จะยิ่งดีครับ ตอนแรก ๆ ผมก็ให้ 1-2 $ แต่พอหลัง ๆ เริ่มไม่ไหว ให้ทุกวัน ผมคงอดข้าวตายก่อน เลยไม่ได้ให้แล้ว เอาที่ตัวเราสบายใจครับ ให้ก็ดี ไม่ให้ก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็เห็นพวกฝรั่งหลาย ๆ คนเขาก็ไม่ได้ให้นะครับ อย่าคิดมากเรื่องนี้ ถ้าให้ทุกวันแล้วเราไม่มีเงิน เราจะยิ่งมีปัญหามากกว่านะครับ แต่ถ้าสั่งเดลิเวอรี่ควรจะให้นะครับ เพราะเขาบริการนำอาหารจากร้านมาส่งถึงที่ แต่แบบ Take Out เราสั่งและไปเอาเองที่ร้านนะครับจะต่างกัน
….

4. อยากประหยัดค่าโดยสารให้เดินเอา ไม่ก็ใช้จักรยาน หรือ สกู๊ตเตอร์ แต่ถ้าเดินทางบ่อยให้ใช้บัตรเดินทางที่เป็นแบบ Unlimited

4. อยากประหยัดค่าโดยสารให้เดินเอา ไม่ก็ใช้จักรยาน หรือ สกู๊ตเตอร์ แต่ถ้าเดินทางบ่อยให้ใช้บัตรเดินทางที่เป็นแบบ Unlimited 

ถ้าอยู่เมืองใหญ่ ๆ ที่มีบัตรโดยสารแบบ Unlimited เช่น นิวยอร์ค ซิตี้ หรือเมืองชิคาโก้ แล้วคิดว่าตัวเองออกจากบ้านเกือบทุกวัน ให้ซื้อบัตรพวกนี้เอาครับ คุ้มค่ากว่า ไม่ต้องมาคิดมากเรื่องการจ่ายค่าโดยสาร ใช้ ๆ ไปเลย อยากไปไหนก็ไปเลยครับ แต่ถ้าเดินทางไม่บ่อย แล้วคิดว่าระยะทางไม่ไกลมาก ก็เดินเอาครับ! อยู่ที่โน่นอากาศไม่ได้ร้อนเท่าเมืองไทย สามารถเดินได้สบายครับ ผมเคยเดินระยะทาง 4 กิโลเมตรมาแล้ว สบาย ๆ
….
แต่ถ้าคิดว่าเดินมันช้าไป ก็ใช้จักรยานหรือสกู๊ตเตอร์ เอาก็ได้ครับ จักรยานจะทำเวลาได้ดีกว่า แต่ข้อเสียคือ หนัก ต้องคอยยกขึ้นลง ถ้าอาศัยอยู่ในบ้านชั้นสองชั้นสาม แล้วไม่มีลิฟต์ สำหรับผู้หญิงคงจะค่อนข้างลำบากครับ  ส่วนสกู๊ตเตอร์ จะเบากว่า ยกไปมาได้ง่ายกว่า การเดิน ปั่นจักรยาน หรือถีบสกู๊ตเตอร์ นั้นนอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ยังได้ออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วยนะครับ
….

5. ใช้คูปองในการซื้อสินค้า

5. ใช้คูปองในการซื้อสินค้า

วิธีการนี้ผมถนัดอยู่แบบเดียวคือ การใช้คูปองโค้ดออนไลน์ที่ได้รับจากร้านค้าต่าง ๆ เช่น ซื้อเสื้อผ้าครบ 100$ ใช้คูปองโค้ดลด 40% ได้ จ่ายจริง 60$ แต่จริง ๆ แล้วจะมีวิธีการที่แอดวานซ์กว่านี้ครับ ผมฟังมาจากเพื่อนที่เขาใช้ เขาบอกว่า ก่อนไปซื้อของที่ร้านตามพวก Supermarket ให้ตรวจสอบพวกหนังสือพิมพ์และพวกแผ่นพับก่อน มันจะมีคูปองของรายการสินค้าต่าง ๆ แถมมาด้วย ใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าได้ ก็ตัดมารวม ๆ กันแล้วไปซื้อของใช้ส่วนลดจากคูปองครับ มีคนอเมริกันทำกันแล้วแบบของราคารวมแล้วเป็นพัน แต่ไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่เหรียญเดียวก็มีครับ ลองไปดูผ่าน Youtube ตามลิงค์ได้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าปัจจุบันนี้ยังทำได้หรือไม่ ไม่งั้นก็ลองเข้ากลุ่ม สอนใช้คูปองในอเมริกา ได้ครับ จะมีวิธีสอนใช้คูปองอยู่
….

6. ถ้าจะซื้อสินค้าออนไลน์ ให้ซื้อผ่านพวกเว็บ Ebate หรือ Jewel จะได้เงินคืนจากยอดซื้อด้วยนะครับ

6. ถ้าจะซื้อสินค้าออนไลน์ ให้ซื้อผ่านพวกเว็บ Ebate หรือ Jewel จะได้เงินคืนจากยอดซื้อด้วยนะครับ

ทุกคนน่าจะเคยได้ยินชื่อของเว็บไซต์ Ebate กันมาบ้างแล้วนะครับ ตอนนี้รีแบรนด์มาเป็น Rakuten แล้วครับ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เมื่อเราทำการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์นี้ เราจะได้เงินคืนเป็น % ของยอดซื้อสินค้าครับ มีหลากหลายร้านให้เลือกซื้อเลยในเว็บไซต์ เช่น ร้านเสื้อผ้าต่าง ๆ Gap, American Eagles, H&M, Nike, Adidas เป็นต้น หรือพวกร้านค้าอื่น ๆ เช่น Amazon, Dell, Apple คือก่อนที่จะซื้อสินค้าออนไลน์ ให้มาเช็กกับทางเว็บก่อนครับว่า ของที่เราจะซื้อนั้น มันจะได้ % เงินคืนไหม ยิ่งถ้าช่วงที่มีโปรโมชั่น บางร้านจะได้ % เงินคืนถึง 10-15% หรือ 20% กันเลยทีเดียวครับ ส่วนใหญ่จะเป็นช่วง Thanksgiving หรือ Christmas ถ้าไม่รีบร้อนก็รอช่วงโปรแล้วค่อยช้อปก็ได้ครับ
….
เงินที่ได้จะออกมาเป็น Check หรือคืนเข้า Paypal  ทุก ๆ สามเดือน นะครับ ผมใช้เว็บนี้ซื้อของเป็นประจำ ก็ได้เงินคืนครั้งละ 20-30 $ รวม ๆ ทั้งปีก็เป็น 100$ กว่า ๆ นะครับ ส่วนเว็บไซด์ Jewel นี่ลักษณะเหมือนกับเว็บไซต์ Rakuten เลยครับ แต่จะเน้นแบรนด์ Hi-end เท่านั้น
….

7. ถ้าไม่อยากซื้อออนไลน์ ลองไปซื้อร้านมือสองดูไหมล่ะ กับพวกร้าน Thrift Shop

7. ถ้าไม่อยากซื้อออนไลน์ ลองไปซื้อร้านมือสองดูไหมล่ะ กับพวกร้าน Thrift Shop

ถ้าผมบอกให้เพื่อน ๆ ไปซื้อพวกเสื้อผ้าจากร้านค้าของมือสอง หลาย ๆ คนคงส่ายหัวไปมาแน่ ๆ ใครจะไปกล้าใส่ของมือสองของคนอื่นกัน แต่หารู้ไหมครับว่า ของมือสองในร้านที่อเมริกานั้น ของที่เขาเอามาขายเป็นของสภาพค่อนข้างดีมากนะครับ ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องแต่งกายต่าง ๆ ของที่คนอเมริกันที่เขาไม่ใส่แล้ว แต่สภาพยังดีอยู่ พวกเขาเลยเอามาขายให้กับร้าน แล้วร้านพวกนี้ก็รับซื้อ แล้วเอามาขายในราคาที่ค่อนข้างถูกมาก จนไม่อยากจะเชื่อก็มีครับ เพราะบางทีเจอเสื้อผ้าที่เหมือนมือหนึ่งมาก ๆ เหมือนไม่มีใครเคยใส่มาก่อน ให้อารมณ์แบบ “ตาดีได้ตาร้ายเสีย”

ถ้าว่าง ๆ ก็ลองไปเดินเล่นดูของในร้านก็ได้ครับ ผมไปกับเพื่อนบ่อย ๆ ร้านพวกนี้ไม่ได้มีแต่เสื้อผ้านะครับ บางร้านก็มีหนังสือมือสอง หรือพวกเฟอร์นิเจอร์มือสองครับ ตอนผมไปบางทีก็ได้เสื้อผ้า บางทีก็ได้รองเท้ามานะครับ ที่รู้สึกคุ้มสุดคือ แว่นตา Ray Ban กันแดดทรง Avator พร้อมกล่อง ราคาเต็มร้อยกว่าเหรียญ ตอนนั้นผมจัดมาที่ราคา 30 กว่าเหรียญเองมั้งครับ จำตัวเลขเป๊ะ ๆ ไม่ได้ แต่น่าจะประมาณนี้ และได้รองเท้าผ้าใบ Converse ของแท้สีเขียวอ่อน ในราคาแค่ 14$! ไซส์ผมพอดี ตอนนั้นดีใจมากครับ ซื้อด่วนเลยครับผม

….

8. ลองซื้อ Gift Card มาใช้แทนเงินสด บางครั้งลด 10-20 % ด้วยนะ

8. ลองซื้อ Gift Card มาใช้แทนเงินสด บางครั้งลด 10-20 % ด้วยนะ

ผมเป็นสมาชิกของ Amazon และชอบซื้อสินค้าออนไลน์กับทาง Amazon มาก ๆ พวกของใช้ต่าง ๆ หรือพวกเวย์โปรตีน โดยที่ Amazon จะชอบจัดโปรโมชั่นบัตร Gift card ของแบรนด์ต่าง ๆ ลดราคา เช่น Gap ซื้อ 100$ ลด 20% จ่ายที่ 80$ หรือ ซื้อ Airbnb Gift Card ที่ 100$ ได้ฟรี 10$, Southwest Airline Gift card จาก 100$ ลด 20$ เป็นต้น
….
และที่เด็ดมากคือ Amazon ชอบมีโปรโมชั่นสำหรับบัตร Gift Card ของ Amazon เองด้วย ผมเคยซื้อบัตร Gift Card ของ Amazon ตอนเขาจัดโปรโมชันซื้อสินค้าที่ขายโดย Amazon ทุกอย่างแล้วลด 20% เต็มที่ 500$ ตอนนั้นผมก็แบบ เฮ้ย จะซื้อไรให้ครบ 500$ ดี ถ้าไม่ซื้อครบ 500$ จะลดได้ไม่เต็มที่ที่ 20% ผมก็ซื้อทั้งเวย์มาตุน ซื้อของที่ต้องใช้ แล้วยังเหลือยอดใช้อีกหลายร้อยเหรียญ ตอนนั้นก็คิดว่ายังไงก็คงซื้อของกับ Amazon บ่อย ๆ อยู่แล้ว ก็เลยซื้อบัตร Amazon Gift Card ที่เหลือละกัน รวมทุกอย่างเป็น 500$ และใช้โปรลด 20% สรุปจ่ายจริงที่ 400$ รู้สึกคุ้มค่ามาก และบัตร Gift Card ก็เก็บไว้ใช้ได้เรื่อย ๆ ครับ ตอนนั้นผมก็เอามูลค่าที่เหลือไปซื้อ Airbnb Gift card กับ Southwest Gift Card ครับ ได้ลดค่าที่นอนกับค่าตั๋วเครื่องบิน
….
แต่ถ้าไม่อยากซื้อพวก Gift Card ของแบรนด์ต่าง ๆ สามารถซื้อ Gift Card ของ Visa, Master Card และ Amex ได้ด้วยนะครับ ตัวบัตรพวกนี้จะคล้าย ๆ การใช้บัตรเครดิตนั่นแหละครับ สามารถซื้อของได้ทุกอย่างทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ใช้รูดจ่ายทุกร้านค้าที่รับบัตร Visa, Master หรือ Amex  และส่วนใหญ่บัตรพวกนี้จะชอบมีโปรลด 10% – 20% ผมเคยซื้อบัตร Visa Gift Card ที่มูลค่า 300$ ได้ลด 10% และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม จากร้าน Staple จ่ายเงินจริงที่ 270$ ครับ ก็ได้เงินมาฟรี ๆ 30$
….
แต่วิธีการนี้ไม่แนะนำนะครับ ถ้าไม่รู้ว่าจะใช้ Gift card ได้หมดจริง ๆ รึเปล่า เพราะโปรโมชันพวกนี้ส่วนใหญ่ ต้องซื้อในมูลค่าขั้นต่ำที่ค่อนข้างสูง ถึงจะได้เปอร์เซ็นลดเยอะ เพราะถ้าใช้ไม่หมด ก็จะเหลือมูลค่าในบัตรนั้น ๆ ไปนะครับ แต่ถ้าไม่คิดไรมากก็เก็บไว้เรื่อย ๆ ได้ครับ ส่วนใหญ่บัตร Gift Card มีอายุที่ 5 ปี และที่ต้องระวังมากที่สุดคือ ห้ามทำบัตรหาย เพราะถ้าทำบัตร Gift Card หาย คือ เหมือนทำเงินหายไปเลยนะครับ จะมีความเสี่ยงตรงนี้อยู่ ต้องระมัดระวังนะครับ
….

9. อยากเที่ยวงานเทศกาลดนตรีฟรี เช่น Electric Zoo, Ultra Music, Coachella, Lollapalooza และอื่น ๆ ทำได้ด้วยการเป็นอาสาสมัคร

9. อยากเที่ยวงานเทศกาลดนตรีฟรี เช่น Electric Zoo, Ultra Music, Coachella, Lollapalooza และอื่น ๆ ทำได้ด้วยการเป็นอาสาสมัคร

พอดีผมชอบฟังเพลงแนว EDM และชอบไปเที่ยวงานดนตรี ทุกคนก็น่าจะรู้ว่า ตั๋วเข้างานราคาแพงมาก และอาจจะต้องเดินทางข้ามรัฐเพื่อไปเที่ยวงานเหล่านี้ ต้องเสียค่าที่พัก ค่าเดินทาง เพราะฉะนั้น ผมเลยอยากจะประหยัดเงินให้ได้มากที่สุด เลยลองไปเสิร์ชดูว่า ทำยังไงให้ได้ตั๋วลดราคาบ้าง ก็ไปเจอกับวิธีการเป็นอาสาสมัครในงานเพื่อให้ได้ตั๋วฟรีครับ
….
ตอนนั้นผมจะไปงาน Electric Zoo สามวัน ถ้าจำไม่ผิดราคาตั๋วจะอยู่ที่ประมาณ 400$ ก็แพงเอาเรื่องอยู่ เลยไปเป็นอาสาสมัครทำงานเก็บขยะในงานครับ โดยที่ตอนสมัครต้องเสียค่าสมัครแบบคืนไม่ได้ ประมาณ 20$ และโดนการันตีค่าเข้างานอีก 300$ ถ้าไปทำงานไม่ครบ จะโดนยึดเงินประกัน ตอนแรกผมก็กังวลว่าจะโดนยึดเงินไหมเนี่ย กลัวทำงานไม่ครบ แต่ก็อยากลองดู ก็กดสมัครไปครับ งานมีสามวัน ต้องทำงานสองวัน ซึ่งเราสามารถเลือกวันที่อยากจะหยุดได้ว่าจะเลือกวันไหน ผมเลือกวันหยุด เป็นวันที่มีดีเจที่ผมอยากดูมากที่สุด ก็เลยเลือกวันเสาร์ไปครับ ได้ดู ZEDD, AFROJACK และ ABOVE&BEYOND แบบคุ้มค่ามากครับ ไม่ได้จ่ายค่าเข้าราคาเต็ม และวันนั้นก็ไม่ต้องคอยทำงานเก็บขยะด้วย ฟังเพลงเต็มอิ่ม สนุกสุด ๆ ไปเลยครับผม
….
ส่วนอีกสองวันก็ไปทำงานตาม Shift ที่ลงไว้ ก่อนอื่นเขาก็จะให้ไปเจอกันที่จุดนัดพบ บรีฟงานกันนิดหน่อย พอได้รับถุงขยะและถุงมือแล้ว ก็แยกย้ายกันไปเก็บขยะครับ กระจายกันไปทั่วงาน เดินเก็บพวกเศษก้นบุหรี่ กระป๋องเบียร์ เศษกระดาษ เป็นต้น แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้ทำงานหนักขนาดนั้นครับ เพราะในงานก็มีจุดวางถังขยะไว้อยู่แล้ว ส่วนใหญ่คนก็ทิ้งขยะลงในถังกันนะครับ หรือตอนเราเดินไปมา ก็มีผู้คนเดินเอาขยะมาทิ้งลงในถุงเลยก็มี ที่สำคัญ ได้ฟังเพลงในงานตลอดครับ เก็บขยะไปเต้นไปกันเลยทีเดียว สนุกไปอีกแบบครับ
….
ตอนนั้นผมไปงานคนเดียว ก็ไปเจอเพื่อนฝรั่งคนอื่น ๆ เขาก็มาเก็บขยะแลกตั๋วเข้างานกันเหมือนกันครับ และก็เห็นพวกมาเป็นคู่เหมือนกัน ถ้ามาเป็นคู่ เขาก็จะจัดให้ไปเก็บขยะด้วยกันนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่กล้ามาคนเดียวก็ชวนเพื่อน ๆ มาด้วยได้ครับ เป็นอาสาสมัครเข้างานเกือบฟรี
….
ผมโชคดีมากตรงที่ เขาจัดให้ผมกับฝรั่งอีกคนได้เข้าไปเก็บขยะในโซน VIP ! ถ้าจะเข้าโซนนี้ได้ ต้องเสียค่าตั๋วที่แพงมาก ๆ ครับ และที่สำคัญมากคือ มีห้องน้ำที่จัดไว้ให้โดยเฉพาะของ VIP โซน ซึ่งสะอาดมาก ไม่ต้องไปแย่งเข้าห้องน้ำในโซนด้านนอกเลย และพื้นที่เต้นก็เยอะ ไม่ต้องไปเบียดเสียดกับใคร แค่จะไม่ได้อยู่ตรงกลางของเวทีแค่นั้นเองครับ อยู่ในมุมเฉียง ๆ ออกมา สรุปแล้ว ผมจ่ายค่าตั๋วเข้างานที่ 20$ แล้วไปทำงานสองวัน และเที่ยวอีก 1 วัน แต่เอาจริง ๆ ก็เหมือนกับไปเที่ยวทั้งสามวันแหละครับ เก็บขยะนิดหน่อยเอง ถ้าใครชอบไปเที่ยวงานแบบนี้บ่อย ๆ และอยากจะประหยัดค่าเข้า ก็ลองใช้วิธีนี้ได้นะครับ เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับนักเรียนด้วยครับ
….

10. ไม่อยากจ่ายค่าตัดผมรึเปล่า? ทำได้นะ ไปเป็นหัวทดลองให้เขาตัดกัน

10. ไม่อยากจ่ายค่าตัดผมรึเปล่า? ทำได้นะ ไปเป็นหัวทดลองให้เขาตัดกัน

วิธีการนี้อาจจะไม่เหมาะกับผู้หญิงที่รักสวยรักงาม และอยากได้ผมที่ดูดีตลอดเวลา แต่ผมเป็นผู้ชายก็เลยไม่คิดมาก ขอแค่ได้ตัดสั้นละออกมาเป็นทรงก็พอ ทุกคนที่อยู่อเมริกา น่าจะรู้อยู่แล้วว่า ค่าตัดผมนั้นโหดมาก ขั้นต่ำก็น่าจะเริ่มที่ 10-12 $ แล้ว และอย่าลืมนะครับว่า ต้องให้ทิปอีก ผมเคยตัดร้านแถว ๆ บ้านก็ดูธรรมดา ๆ นะครับ แต่ตัดโอเคเลย ประณีต กว่าจะเสร็จเกือบ ๆ ชั่วโมง โดนค่าตัดไป 22$ ผมให้ทิปอีก 3$ เป็น 25$ ถ้าคิดเป็นเงินไทย ตัดผมทีก็จ่ายหลายร้อยนะครับ
….
ผมอยากประหยัดเงินค่าตัดผม เลยใช้วิธีการไปเป็นหัวทดลองให้นักเรียนที่เขาเรียนตัดผม ตัดผมครับ พวกเขาตัดฟรีครับ เพราะนักเรียนที่อเมริกา การจะเป็นช่างตัดผมได้ เขาต้องมีใบ Certificate นะครับ และการที่จะได้ใบนี้มา พวกเขาต้องผ่านการทดลองตัดผมของคนจริง ๆ ผมไม่แน่ใจว่าจำนวนกี่หัว ถึงจะผ่านแล้วได้ใบครับ ผมแค่ให้ทิปเล็กน้อยตอนตัดเสร็จ 2-3 $
….
เรื่องการเป็นหัวทดลอง เราสามารถคุยกับเขาก่อนได้ว่าอยากจะให้ตัดทรงประมาณไหน ถ้าเขาตัดไม่ได้ เขาก็จะบอกปัดเองครับ ในเว็บบอร์ดออนไลน์พวกนักเรียนเขาก็จะลงรายละเอียดหาคนที่อยากจะเป็นอาสาสมัครมาทดลองโดนตัดผมครับ ส่วนใหญ่ก็จะรับทั้งชายและหญิง ถ้าใครอยากประหยัดเงินก็ลองดูได้ครับ
….

11. ไม่อยากจ่ายภาษี ลองไปซื้อของที่รัฐใกล้เคียงแบบปลอดภาษีได้นะ

11. ไม่อยากจ่ายภาษี ลองไปซื้อของที่รัฐใกล้เคียงแบบปลอดภาษีได้นะ

เวลาไปซื้อสินค้าในไทย ค่าบริการต่าง ๆ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)ให้กับทางรัฐบาลที่ 7% ใช่ไหมครับ ทางสหรัฐอเมริกาเองก็เช่นกัน ซึ่งที่อเมริกาจะเรียกว่า ภาษีซื้อ (Sales Tax) และเนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดกว้างใหญ่มาก จึงแบ่งพื้นที่ออกเป็น 50 รัฐครับ แล้วแต่ละรัฐเนี่ย ก็จะมีการเสียภาษีซื้อที่แตกต่างกัน เช่น ภาษีซื้อที่นิวยอร์คอยู่ที่ 8.875% โหดกว่าที่ไทยนะครับ คิดว่านิวยอร์คโหดแล้ว เจอเมืองชิคาโก้กันเข้าไปกระอักเลยครับ เมืองนี้เสียภาษีซื้ออยู่ที่ 10.25% ครับ! โหดมาก ตอนผมกับเพื่อนได้มีโอกาสไปเที่ยวที่เมืองนี้ เวลาจ่ายเงินที เล่นเอาเหงื่อตกเลยครับ ให้ความรู้สึกถึงคำว่าแพง แพง แพง ตลอดเวลาเลย
….
ทุกคนน่าจะมองเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับว่า ภาษีซื้อของแต่ละที่นั้นแตกต่างกัน แล้วยังไงละ? เป็นเรื่องปกติรึเปล่าที่เวลาซื้อสินค้าและบริการต้องเสียภาษีให้รัฐอยู่แล้ว มันก็ใช่ครับ แต่วันนี้ผมจะบอกถึงความพิเศษตรงที่ ถ้าคุณไม่อยากเสียภาษีซื้อที่สหรัฐอเมริกาแล้วละก็ สามารถทำได้ครับ อเมริกาจะมี 5 รัฐ ที่ไม่มี “Sales Tax” หรือภาษีซื้อครับ นั่นคือ รัฐ Alaska, Delaware, Montana, New Hampshire, และ Oregon แต่จริง ๆ แล้ว รัฐ Alaska ยังมีภาษีซื้อนะครับ อยู่ที่ 1.76% ไม่ใช่ No Sales Tax แต่เนื่องจากตัวเลขมันค่อนข้างต่ำมาก เวลาคนอเมริกาเขาพูดกันเลยเหมารวม รัฐ Alaska ไปด้วย
….
จะเห็นได้ว่ารัฐที่ไม่มีภาษีซื้อขายนั้น จะอยู่ทาง East Coast 2 รัฐ คือ Delaware และ Hampshire  และทาง West Coast 2 รัฐ คือ Oregon และ Montana ส่วนรัฐ Alaska ถือว่าเป็นรัฐพิเศษที่แยกตัวออกไปจากแผ่นดินใหญ่ครับ และเนื่องจากความกว้างใหญ่ของประเทศนั้นเอง ทำให้การเดินทางข้ามรัฐไปมา จะใช้เวลาที่นานมาก ๆ ถ้าจะต้องยอมขึ้นเครื่องบิน เพื่อไปซื้อสินค้าในรัฐพวกนี้ คงจะไม่คุ้มค่าแน่นอน แล้วความพิเศษมันอยู่ตรงไหน? ไปตามต่อกันได้เลยครับ
….
1. สำหรับชาวอเมริกาหรือคนที่อาศัยในรัฐ 5 รัฐนี้ เวลาซื้อสินค้าออนไลน์ แล้วให้มาส่งที่บ้านของตนเอง จะไม่เสียภาษีซื้อครับ ! ช้อปปิ้งออนไลน์กันสนุกแน่นอน (ไม่แน่ใจสำหรับ รัฐ Alaska นะครับ ลองเช็กดูอีกทีก่อนซื้อ)
….
2. คนที่อาศัยอยู่รัฐใกล้ ๆ รัฐเหล่านี้ สามารถขับรถข้ามรัฐเพื่อไปซื้อสินค้าได้ครับ ไม่ต้องจ่ายภาษีซื้อกันเลย วิธีนี้จะคุ้มมาก ๆ ถ้าไปกันหลายคนแล้วซื้อของมาตุนเยอะ ๆ ผมเคยได้ฟังมาเหมือนกันครับว่า คนที่อยู่เมือง Seattle เนี่ย ชอบขับรถไปซื้อของที่เมืองในรัฐ Oregon กันมากครับ เนื่องจากขับรถเดินทางไม่ไกล ประมาณแค่ 30-40 นาที แต่สามารถซื้อสินค้าปลอดภาษีได้ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม
….
3. ประสบการณ์จากตัวผมเอง ตอนนั้นผมอยู่ที่เมือง New York แล้วอยากได้ MacBook สักเครื่อง จึงทำการค้นหาว่าซื้อจากที่ไหนถูกและคุ้มสุด พอดีเสิร์ชออนไลน์แล้วไปเจอกระทู้หนึ่งที่คนอเมริกันเขาคุยกันว่า นิวยอร์คมันไม่ไกลเท่าไรจาก Delaware ไม่ต้องจ่ายภาษีซื้อไม่ขับรถไปซื้อเอาที่นั่นละ ถึงจะจ่ายค่าทางด่วนแล้ว ยังคุ้มอยู่นะ
….
ผมก็เลยแบบ ตกใจ ! มีวิธีแบบนี้ด้วย ก็เลยเริ่มดู ๆ ว่าจะทำยังไงดี ตัว MacBook ที่ต้องการตอนนั้นราคาประมาณ 1,300$ ถ้าซื้อที่ New York โดนไปอีก 8.875% เป็น 1,415.37$ ส่วนต่างตั้ง 115$ เอาไปทำอะไรได้ตั้งเยอะ พอรู้ว่าคุ้มที่จะไปซื้อที่ Delaware ก็เริ่มมาดูวิธีการเดินทาง ตัวผมนั้นไม่มีรถ วิธีการขับรถไปซื้อคงต้องตัดออก จะลองนั่งรถไฟ ตั๋วก็ราคาแพง ตอนนั้นที่ผมดู เกือบ ๆ 60-70$ ครับ ถึงจะเซฟเงินจากการไม่เสียภาษีซื้อ แต่คงไม่คุ้มอยู่ดี สุดท้ายมาเจอวิธีการไปด้วยรถบัส นั่งไป 12$ กลับอีก 12$ รวมเป็น 24$ แล้วใช้โปรโมชันนั่งครั้งแรก ลดอีก 5$ ผมจ่ายค่ารถที่ 19$ ไปกลับ ถือว่าโอเคเลยครับ ใช้เวลาไป 2.30 ชั่วโมง กลับอีก 2.30 ชั่วโมง รวมเป็น 5 ชั่วโมง ถือว่านั่งนานเอาเรื่องอยู่ แต่ตอนนั้นผมไม่เคยไป Delaware ก็เลยถือโอกาสไปเที่ยวด้วยเลย
….
ตอนนั้นตั้งใจว่าคงเซฟเงินได้ที่ 115$-19$ = 96$ ก็ไม่มากไม่น้อยเท่าไร ก่อนไป ผมเอาเรื่องนี้ไปบอกเพื่อน ๆ ว่าจะไปซื้อ MacBook ที่ Delaware นะ ไม่ต้องจ่ายภาษีซื้อก็มีเพื่อนสนใจครับ และฝากซื้อด้วยอีก 1 เครื่อง ทำให้รู้สึกว่า เออ การเดินทางไปครั้งนี้มันคุ้มอยู่นะ เซฟเงินได้เกือบ ๆ 200$ นอกจากจะไม่ต้องเสียภาษีซื้อแล้ว ยังได้ประสบการณ์อะไรแปลก ๆ แบบนี้ด้วย ก็เลยอยากแนะนำว่าถ้าใครอยากลองทำตามแบบนี้บ้าง ก็ลองรวมเพื่อน ๆ หลายคนไปซื้อของพร้อมกันครับ คุ้มค่าและสนุกไปอีกแบบ
….

12. อยากเข้า มิวเซียมฟรีไหม เช็กวันเข้าให้ดี ๆ สามารถเข้าฟรีได้

12. อยากเข้า มิวเซียมฟรีไหม เช็กวันเข้าให้ดี ๆ สามารถเข้าฟรีได้

ตามเมืองใหญ่ ๆ จะมีมิวเซียมให้ทุกคนได้เข้าไปชมพวกงานศิลปะหรือความรู้ทางประวิตศาสตร์ต่าง ๆ ปกติทั่วไปจะต้องเสียค่าเข้าด้วยนะครับ แล้วแต่มิวเซียม มีตั้งแต่ 10$ จนถึง 25$ หรือบางมิวเซียมก็จะให้เข้าฟรีได้ตลอดทุกวัน เช่นมิวเซียมในเมืองวอชิงตัน DC มิวเซียมที่เก็บค่าเข้าพวกนี้จะชอบมีวันที่ให้บุคคลทั่วไปได้เข้าฟรี ส่วนใหญ่จะเป็นวันสำคัญต่าง ๆ เช่น Forth of July หรือวันอาทิตย์แรกของทุกเดือนสามารถเข้าฟรีได้ ถ้าวางแผนดีๆ สามารถเข้าชมมิวเซียมพวกนี้ได้โดยไม่ต้องเสียเงินครับ
….
แต่ถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษา แล้วมีบัตรนักเรียนแบบแข็งมีรูปตัวเราโชว์อยู่ ลองถามกับทางมิวเซียมครับ ส่วนใหญ่นักเรียนจะได้ส่วนลด หรือไม่ก็สามารถเข้าชมได้ฟรี อย่างผมตอนนั้นไปเที่ยว Whitney Museum ที่ดาวน์ทาวน์ นิวยอร์ค ก็ไปกับเพื่อนกันแบบงง ๆ พอไปถึงเขาบอกค่าเข้า 25$ แอบอึ้งเล็กน้อย นึกว่าจะไม่แพงมาก แต่พอถามเขาว่าเป็นนักเรียนมีส่วนลดค่าเข้าไหม เขาบอกว่าเป็นนักเรียนของนิวยอร์คสามารถเข้าชมได้ฟรี! ตอนนั้นดีใจมากครับ ไม่ต้องจ่ายค่าเข้า ประหยัดเงินได้ตั้ง 25$ และเป็นมิวเซียมที่ดีมากครับ สวยงาม ทันสมัย เป็นงานศิลปะเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวอเมริกา
….

13. ถ้าสามารถมีบัตรเครดิตได้ จงใช้บัตรเครดิตในการจ่ายเงินทุกอย่าง

13. ถ้าสามารถมีบัตรเครดิตได้ จงใช้บัตรเครดิตในการจ่ายเงินทุกอย่าง

การใช้บัตรเครดิตนั้นดีกว่าการใช้เงินสดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา เพราะอเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลกที่สมัครบัตรเครดิตแล้วได้ Sign Up Bonus ครับ สำหรับคนที่สงสัยว่ามันคืออะไร? Sign Up Bonus ก็คือ Points ที่สามารถนำไปแลกตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรมฟรีได้ จ่ายแค่ธรรมเนียมเล็กน้อย ซึ่งจุดสำคัญอยู่ตรงที่ ถ้าสมัครบัตรเครดิตในประเทศอื่นจะไม่มี Sign Up Bonus ครับ ถ้ามีก็ให้น้อยมากครับ ยกตัวอย่างเช่น สมัครบัตรแบบเดียวกันที่อเมริกา คุณจะได้โบนัส 70,000 แต้ม ยอดใช้ 3000$ ใน 3 เดือน แต่ไปสมัครที่ไทยจะไม่มี Sign Up Bonus  ต้องเก็บจากการใช้จ่ายล้วน ๆ ลองคำนวณให้ดูเล่น ๆ 70,000 x 20 บาท (คิดจากเรทบัตรเครดิตปั่นไมล์ที่ค่อนข้างดีในไทยนะครับ) คุณต้องใช้บัตรรูดถึง 1,400,000 บาท (45,000$) ถึงจะสะสมได้ 70,000 แต้มครับ
….
การใช้บัตรเครดิตยังมีประโยชน์อื่น ๆ ด้วย นอกจากจะไม่ต้องพกเงินจำนวนมาก ไม่ต้องกลัวเงินหายแล้ว เวลาใช้บัตรในแต่ละครั้ง นอกจาก Sign Up Bonus ที่กล่าวไปข้างต้น เราจะได้ Points จากการใช้จ่ายหรือเงินคืนด้วยครับ ตอนผมมีบัตรเครดิตใหม่ ๆ แรก ๆ ก็ใช้ปกติ ไม่ได้รู้เรื่อง Sign Up Bonus อะไรเท่าไร ใช้แต่บัตรเครดิตประเภท Cash Back สิ้นปีมาก็ได้เงินคืน 40-60$ นะครับ พอดีไม่ได้เป็น Big Spender แต่หลัง ๆ ผมก็ศึกษาเรื่อง Sign Up Bonus ซึ่งข้อมูลจะเยอะมากครับ ถ้าเพื่อน ๆ ลองศึกษาเรื่องบัตรเครดิตของอเมริกาดี ๆ แล้วละก็ สามารถบินฟรี นอนฟรี เที่ยวฟรี ได้เลยครับ ที่เด็ดที่สุดของผมคือ การใช้ Points ที่สะสมประมาณ 2 ปี แลกตั๋วอีโคไปเที่ยวแคนาดาบินในประเทศรัว ๆ ประมาณ 6 ไฟลท์ และเริ่มขยับมาแลก Business Class ไปยุโรป
13. ถ้าสามารถมีบัตรเครดิตได้ จงใช้บัตรเครดิตในการจ่ายเงินทุกอย่าง
และแลกตั๋ว First Class นั่งจากยุโรปกลับไทย ถ้าต้องจ่ายค่าตั๋วเอง ซึ่งตั๋ว First Class อย่างเดียวมีมูลค่าที่ 150,000 บาทนะครับ! แต่ผมจ่ายที่ประมาณ 9,000 บาทเท่านั้น คุ้มมาก ๆ แต่ ๆ ต้องมีวินัยในการใช้บัตรนะครับ ห้ามเสียดอกเบี้ยให้แบงก์โดยเด็ดขาด ผมไม่เคยเสียดอกให้แบงก์แม้แต่เหรียญเดียวครับ
….
เรื่องผลประโยชน์ของบัตรเครดิตนี่ ถ้าจะให้สอนคือ มีรายละเอียดเยอะมากทีเดียว ผมใช้เวลาศึกษาวิธีการสมัครมาเป็นปีครับ เพราะคุณไม่สามารถสมัครบัตรหลายใบพร้อมกันได้ทีเดียว บางใบอาจจะต้องเว้นช่วง ผมสามารถตั้งคลาสวิชา US Credit Cards 101 ได้เลยครับผม ถ้ามีคนสนใจมาก ๆ ผมอาจจะเขียนบทความเฉพาะสำหรับบัตรเครดิตในอเมริกานะครับ ลองคอมเมนท์ใต้บทความนะครับ
….

สุดท้ายแล้วส่งท้ายกันด้วย

เป็นยังไงกันบ้างครับ กับวิธีการเซฟเงินแบบแปลก ๆ ของผม บางวิธีการทุกคนก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ส่วนบางวิธีก็อาจจะแปลกใหม่สำหรับเพื่อน ๆ โดยรวมแล้วมันอาจจะไม่ได้เซฟเงินมากมายนัก แต่ก็ถือว่าดีกว่าไม่เซฟ และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่อยากจะลองทำตามนะครับ ถ้าเพื่อน ๆ มีวิธีการแปลก ๆ อยากจะนำเสนอ หรือมาพูดคุยกัน พิมพ์ทิ้งไว้ด้านล่างได้เลยนะครับ ผมก็อยากรู้วิธีการประหยัดเงินแบบแปลกใหม่จากคนอื่นบ้าง คนอื่น ๆ เขาจะได้เข้ามาอ่านแล้วได้ลองเอาไปใช้กันนะครับ

2 Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.