IT&Gadgets

แนะนำ 7 iPad รุ่นไหนดี 2020 สเปคแรง น้ำหนักเบา เพื่อการศึกษาและการทำงาน

แนะนำ 7 อันดับ iPad รุ่นไหนดี 2020 สเปคแรง น้ำหนักเบา เพื่อการศึกษาและการทำงาน

iPad ( ไอแพด ) เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทาง IT ที่ถูกเปิดตัวภายใต้บริษัท Apple เป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2553 ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากจากผู้คนทั่วโลก และผลตอบรับก็ดีแบบถล่มทลาย ทำให้ iPad กลายเป็นสินค้าชูหน้าชูตาและขายดีอีกหนึ่งตัวของ Apple เลยครับ ส่งผลให้ในปัจจุบันมี ก็มี iPad อีกหลายรุ่นย่อย ได้เปิดตัวตามออกมา ไม่ว่าจะเป็น iPad, iPad ProiPad Air และ iPad Mini ที่มีขนาด สเปคความแรงของเครื่องที่แตกต่างกัน เพื่อครอบคลุมและรองรับการใช้งานที่หลากหลายในแต่ละกลุ่มลูกค้า

และหลังจากที่ Apple ได้ทำการเปิดตัว iPad รุ่นแรกออกมาจนกระทั่งถึงปีนี้ ก็รวมเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ iPad ได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของคนไทยและผู้คนทั่วโลก ทำให้ iPad กลายเป็นอุปกรณ์ที่พบเห็นกันได้อย่างทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนวัยทำงาน ต่างก็มักจะพกพา iPad ติดมือไปอยู่ด้วยเสมอ เพื่อนำไปใช้งานทั้งด้านการเรียนและการทำงาน และคงปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่า สังคมในยุคดิจิทัลนี้ การมี iPad ไว้ใช้ซักเครื่อง ก็ช่วยอำนวยความสะดวกสบายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แล้วรู้กันไหมครับว่า iPad แบบไหน รุ่นไหน ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และตอบโจทย์ต่อการใช้ชีวิตของคุณมากที่สุด ? มาค้นหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลยครับ

….

ทำไมหลายคนถึงเลือกใช้ iPad?

ทำไมหลายคนถึงเลือกใช้ iPad?

สำหรับอุปกรณ์ IT ที่ควรจะมีในการทำงานนั้น หลายคนคงจะนึกถึง Computer PC หรือ Laptop เป็นอย่างแรก แต่ในปัจจุบันก็มีผู้ใช้งานมากมายเลือกที่จะใช้ iPad เป็นอุปกรณ์หลักในการทำงาน ไปดูกันดีกว่าว่า เพราะอะไรพวกเขาเหล่านั้นจึงเลือกใช้ iPad

  • น้ำหนักเบาและพกพาง่าย – เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนหันมาใช้ iPad เพราะมีน้ำหนักที่เบากว่า Laptop หรือ PC อย่างมาก ใช้แค่มือเดียวก็สามารถยกไปไหนมาไหนได้แล้ว  จะพกพาไปร้านกาแฟข้างนอก หรือนำไปใช้ที่โรงเรียนหรือที่ทำงาน ก็ทำได้แบบสบาย ๆ ไม่ปวดหลังปวดไหล่อีกด้วย
  • สเปคของ iPad ที่แรงมากกว่าเดิม – ในระยะหลังมานี้ iPad มีความเร็วและแรงของเครื่องไม่แพ้พวก PC หรือ Laptop เลย ทำให้สามารถใช้ iPad ตัวเดียวก็แทบจะทำงานได้เกือบทั้งหมด
  • หน้าจอแบบ Touch Screen – เพราะหน้าจอแบบนี้นี่เองที่ทำให้หลายคนติดใจมาก เพียงแค่จิ้มลงบนหน้าจอก็สามารถสั่งการได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีเมาส์หรือแป้นพิมพ์ อย่างไรก็ตาม การใช้งาน iPad คงทำงานไม่ได้เทียบเท่ากับ Laptop หรือ PC
  • ใช้ดูภาพยนตร์ / ดู Youtube /ดู Netflix ได้ดีมาก – ด้วยการที่สามารถเคลื่อนย้ายง่าย และมีหน้าจอแบบ Touch Screen เลยทำให้อยากจะดูภาพยนตร์  Youtube หรือ Netflix ที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะบนเตียง โซฟา หรือแม้กระทั่งนำเข้าไปในห้องน้ำอีกด้วย หรือจะเปิดดูวิธีการทำอาหารไป แล้วลงมือทำตามก็ได้เช่นกันครับ
  • ใช้อ่านหนังสือ – ไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือแบบกระดาษอีกต่อไป สามารถใช้ iPad อ่าน E-Book ได้เลย
  • Apple Pencil – เป็นอุปกรณ์เสริมตัวเด็ด ทำให้นักเรียน นักศึกษา หรือแม้กระทั่งคนทำงาน สามารถจดบันทึกหรือวาดสิ่งต่าง ๆ ลงบน iPad ได้เป็นอย่างดี ทำให้เก็บข้อมูลก็ได้เยอะมาก และลืมคำว่าสมุดโน้ตไปได้เลย
  • ใช้ในการทำงานเร่งด่วนแบบง่าย ๆ ได้ – เช่น การตัดต่อวีดีโอแบบง่าย ๆ อัพโหลดข้อมูล ดาวน์โหลดข้อมูล แก้ไขบทความแบบเร่งด่วน ก็สามารถใช้ iPad ทำได้ และยิ่งเดี๋ยวนี้มีอาชีพ Youtuber, นักเขียน Contents Online, Facebook Promoter, Instragram Influencer และ Tik Tok Dancers ด้วย ซึ่ง iPad ก็สามารถช่วยตอบโจทย์งานพวกเขาได้ส่วนหนึ่งเลยครับ
  • เหตุผลทางด้านอาชีพ – สามารถใช้ iPad เพื่อตอบโจทย์ด้านการทำงานได้เลย เช่น สถาปนิกหรือผู้ออกแบบเสื้อผ้าที่ต้องการเขียนแบบคราว ๆ ลงบน iPad เป็นต้นครับ
  • มีการอัพเดต Firmware อยู่เสมอ – Apple เอง มีการพัฒนาระบบให้มีความเสถียรและปรับปรุงให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ

เป็นยังไงบ้างครับ? เห็นเหตุผลเยอะแยะมากมายขนาดนี้แล้ว อยากจะลองซื้อ iPad มาใช้งานรึยังครับ? ถ้ายังไม่เชื่อก็ลองไปถามเพื่อน หรือคนที่มี iPad ใช้ดูก็ได้ว่าพวกเขามีความคิดเห็นที่ตรงกันกับทางเราหรือไม่ แต่ขอบอกเลยว่า ถ้าได้ลองใช้งาน iPad แล้ว คุณอาจจะลืม ๆ PC กับ Laptop ไปบางช่วงเวลาได้เลย

หลังจากที่เราได้รู้เหตุผลดี ๆ ในการมี iPad ใช้กันไปแล้ว ต่อไปเราจะมาดู 7 iPad รุ่นที่แรงและน่าซื้อที่สุด แต่ละรุ่นจะเป็นรุ่นไหนบ้าง มาชมไปพร้อมกันเลยครับ

ตารางสรุปข้อมูล iPad แบบรวบรัด

1234567
1. iPad Pro 20202. iPad Pro 20184. iPad Pro 20173. iPad Air 20195. iPad Mini 2019iPad Generation 7iPad Gen 6
iPad

iPad Pro 2020 (11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว)

iPad Pro 2018 (11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว)

iPad Pro 2017 (10. 5 นิ้ว) Wi-Fi + Cellular

iPad Air 3 (2019)

 iPad Mini  5 (2019)

 iPad  7 (2019)

iPad 6 (2018) WiFi + Cellular

ราคาโดยประมาณ27,900 - 52,400 บาท25,900-47,900 บาท25,900 บาท17,290-21,900 บาท13,500-17,900 บาท10,290 - 13,290 บาท15,900 บาท
ความจุ128 GB  / 256 GB / 512 GB / 1 TB64 GB / 256 GB / 512 GB / 1 TB512 GB64 GB / 256 GB64 GB / 256 GB32 GB  / 128 GB32 GB
ขนาดหน้าจอ11 / 12.9 inch11 inch / 12.9 inch10.5 inch10.5 inch7.9 inch10.2 inch9.7 inch
น้ำหนัก471-643 gram468-633 gram477 gram456-464 gram300.5-308.2 gram483-493 gram469-478 gram
จอภาพLiquid RetinaLiquid RetinaRetinaRetinaRetinaRetinaRetina
ชิปเซ็ตA12z BionicA12x BionicA10x BionicA12 BionicA12 BionicA10 FusionA10 Fusion
กล้องหลัง12, 10 และ 7 ล้านพิกเซล12 ล้านพิกเซล8 ล้านพิกเซล8 ล้านพิกเซล8 ล้านพิกเซล8 ล้านพิกเซล8 ล้านพิกเซล
กล้องหน้า7 ล้านพิกเซล7 ล้านพิกเซล7 ล้านพิกเซล7 ล้านพิกเซล7 ล้านพิกเซล1.2 ล้านพิกเซล1.2 ล้านพิกเซล
วิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ 4 K 60 fpsความละเอียดสูงสุดที่ 4 K 60 fpsความละเอียดสูงสุดที่ 4 K 30 fpsความละเอียดสูงสุดที่ HD 1,080 pความละเอียดสูงสุดที่ HD 1,080 pความละเอียดสูงสุดที่ HD 1,080 p 30 fpsความละเอียดสูงสุดที่ HD 1,080 p 60 fps
เซนเซอร์Face IDFace IDTouch IDTouch IDTouch IDTouch IDTouch ID
แบตเตอรี่7,812  / 9,720 mAh7,812 mAh / 9,720 mAh8,134 mAh8,134 mAh5,124 mAh8,227 mAh8,227 mAh
ระยะเวลาใช้งานโดยประมาณ9-10 ชั่วโมง9-10 ชั่วโมง9-10 ชั่วโมง9-10 ชั่วโมง9-10 ชั่วโมง9-10 ชั่วโมง9-10 ชั่วโมง
รองรับ Smart Keyboard-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รองรับ Apple Pencil
ช่องชาร์จUSB type CUSB type CLightingLightingLightingLightingLighting
วันที่จัดจำหน่าย24 มีนาคม 20207 พฤศจิกายน 201813 มิถุนายน 201725 มีนาคม 201918 มีนาคม 201925 กันยายน 201927 มีนาคม 2018

 คลิกซื้อเลย 11 นิ้ว
 คลิกซื้อเลย 12.9 นิ้ว

 คลิกซื้อเลย 11 นิ้ว
 คลิกซื้อเลย 12.9 นิ้ว
 คลิกซื้อเลย  คลิกซื้อเลย  คลิกซื้อเลย  คลิกซื้อเลย  คลิกซื้อเลย 

แนนำ iPad Pro สเปคแรง ใช้งานได้หลากหลาย ที่สุดของ Tablet

▼▼ iPad Pro 2020 (11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว) ▲▲

..▼▼ iPad Pro 2020 (11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว) ▲▲

                           คลิกซื้อเลย  (11 นิ้ว)                    

                           คลิกซื้อเลย  (12.9 นิ้ว)                               

….

เริ่มต้นกันที่ตัวแรกกับแท็บเล็ตที่มีความแรงที่สุดในโลก และพึ่งจะเปิดตัวไปได้ไม่นานอย่าง iPad Pro 2020 นับเป็นรุ่นที่ดีที่สุดสำหรับ iPad ที่มีอยู่ในปัจจุบัน มาพร้อมชิปเซ็ต A12z Bionic ที่ทาง Apple เคลมว่า เป็นชิปเซ็ตที่มีความแรงเป็นอันดับหนึ่งในโลก ทำให้สามารถใช้ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ และเหมาะกับงานที่ต้องใช้สเปคสูง เช่น การตัดต่อวิดีโอ 4K การออกแบบของสถาปนิกหรือวิศวกรมืออาชีพ หรือแม้กระทั่งการจัดการงานด้านเอกสารทั่วไปเองก็ทำได้แบบสบาย ๆ ครับ

ตัวเครื่องผลิตจากอะลูมิเนียมรีไซเคิลที่มีคาร์บอนต่ำ ส่วนหน้าจอก็เป็นแบบ Liquid Retina ที่ให้ภาพสวยคมชัด มีให้เลือกด้วยกัน 2 ขนาดคือ iPad Pro รุ่น 11 นิ้ว (รุ่นที่ 2) และ iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (รุ่นที่ 4) ที่มาพร้อมกับอัตราการรีเฟรชหน้าจอ 120 Hz ส่วนกล้องก็ได้ทำการอัพเกรดเพิ่มขึ้นมาจากรุ่น 2018 ด้วยการเพิ่มเลนส์ถ่ายภาพมุมกว้าง (Ultra Wide) และ เซนเซอร์ LiDAR Scanner ซึ่งใช้วัดระยะห่างและการรับแสงของวัตถุในระยะ 5 เมตร อีกทั้งยังช่วยตรวจจับการเคลื่อนไหวให้ดีมากขึ้นอีกด้วย

โดยกล้องหลังจะมีมาให้ทั้งหมดสองตัว ประกอบด้วย เลนส์ Wide ขนาด 12 ล้านพิกเซล F/1.8  และเลนส์ Ultra Wide ขนาด 10 ล้านพิกเซล F/2.4 เพิ่มเติมด้วยเซนเซอร์ True Dept ขนาด 7 ล้านพิกเซล F/2.2 ที่สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K 60 fps ทั้งสองเลนส์ ถ่ายภาพก็สวยวีดีโอก็คมชัด น้อง ๆ กล้องมืออาชีพเลยครับ ไม่พอยังมีกล้องหน้าขนาด 7 ล้านพิกเซล F/2.2 สามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ความละเอียด 4K 30 fps ใครชอบ วีดีโอคอล ภาพก็จะชัดมากขึ้นด้วย พร้อมด้วยแบตเตอรี่ ให้มาที่ขนาด 7,812 mAh ในรุ่น 11 inch และ 9,720 mAh ในรุ่น 12.9 inch ที่รองรับการชาร์จเร็ว 18 Watt ทำให้ชาร์แบจเต็มได้ไวมาก ๆ ครับ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังรองรับการใช้งาน Magic Keyboard รุ่นใหม่ ที่เป็นแบบเดียวกันกับใน Macbook Air 2020 ทำให้การทำงานเกี่ยวกับเอกสารมีความสะดวกสบายขึ้น อีกทั้ง Apple Pencil 2 ก็สามารถใช้ได้ รองรับแรงกดได้หลายระดับ ทำให้มีความรู้สึกใกล้เคียงกับการเขียนบนกระดาษมาก ทำให้ไม่จำเป็นจะต้องพกสมุดและปากกาทั้งในการเรียนและการทำงานอีกต่อไป อีกทั้งน้ำหนักก็เบามาก ทำให้ไม่มีความลำบากในการพกพาเลยแม้แต่น้อย จะจด จะโน้ต จะวาด จะถ่ายรูป ก็สามารถทำทุกอย่างลงบน iPad Pro 2020 ได้หมดครับผม

ราคา 27,900 – 52,400 บาท
ความจุ 128 GB  / 256 GB / 512 GB / 1 TB
ขนาดหน้าจอ 11 / 12.9 inch
น้ำหนัก 471-643 gram
จอภาพ Liquid Retina
ชิปเซ็ต A12z Bionic
กล้องหลัง 12, 10 และ 7 ล้านพิกเซล
กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล
วิดีโอ ความละเอียดสูงสุดที่ 4 K 60 fps
เซนเซอร์ Face ID
แบตเตอรี่ 7,812  / 9,720 mAh
ระยะเวลาใช้งานโดยประมาณ 9-10 ชั่วโมง
รองรับ Smart Keyboard
รองรับ Apple Pencil
ช่องชาร์จ USB type C
วันที่จัดจำหน่าย 24 มีนาคม 2020

.

▼▼ iPad Pro 2018 (11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว) ▲▲

▼▼ iPad Pro 2018 (11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว) ▲▲      

….

                           คลิกซื้อเลย  (11 นิ้ว)                    

                           คลิกซื้อเลย  (12.9 นิ้ว)                    

….

รุ่นต่อมาเรายังคงอยู่กันที่ iPad Pro กับรุ่น 2018 ที่ตอนเปิดตัวก็ถือว่าเป็นแท็บเล็ตที่แรงที่สุดตัวหนึ่งของโลก ถูกพูดถึงกันมากในเรื่องของดีไซน์เครื่องที่บางและมีน้ำหนักที่เบามาก และตอนนั้นเปิดตัวพร้อม Apple Pencil 2 ที่มีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมทั้งเรื่องแรงกดและคุณภาพ ทำให้ปี 2018 แท็บเล็ตตัวนี้เป็นตัวที่ถูกจับตามองมากที่สุดเลยครับ แต่เมื่อการมาของ iPad Pro 2020 รุ่น 2018 ก็ต้องยอมแพ้ให้กับของที่ใหม่กว่า แต่ถึงอย่างไร รุ่น 2018 ก็ยังน่าเล่นอยู่ เพราะสเปคต่าง ๆ ก็ยังถือว่าแรงและเร็วมาก ใช้งานได้ดี อีกทั้งราคาก็ถูกปรับลดลงมาจากเดิมด้วย ใครที่กำลังมองหา iPad คุณภาพดีสเปคแรงพร้อมราคาประหยัด ต้องลอง iPad Pro 2018 ครับผม

วัสดุที่ใช้ทำตัวเครื่องคือ อะลูมิเนียมคาร์บอนต่ำ มาพร้อมด้วยหน้าจอ Liquid Retina ที่ขนาด 11 และ 12.9 inch และมีอัตรารีเฟรชหน้าจอที่ 120 Hz เช่นเดียวกันกับรุ่น 2020 แต่ชิปเซ็ตจะเป็นตัว A12x Bionic ซึ่งก็ยังถือว่า มีความแรงและเร็วเป็นอันดับสองของโลกอยู่ มีกล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 12 ล้านพิกเซล F/1.8 รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K กล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล F/2.2 และแบตเตอรี่ให้มาที่ 7,812 mAh สำหรับหน้าจอ 11 inch และ 9,720 mAh สำหรับหน้าจอ 12.9 inch และยังรองรับการชาร์จเร็ว 18 Watt อีกด้วย ชาร์จเร็วและไวไม่แพ้รุ่น 2020 เลยครับ

การใช้งานก็ยังคงทำได้หลากหลายไม่แพ้รุ่น 2020 เลย ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อวีดีโอ 4K หรืองานกราฟิกระดับสูงก็ตาม แต่อาจจะมีการใช้ระยะเวลาในการเรนเดอร์ที่มากกว่าอยู่เล็กน้อย ส่วนงานทั่ว ๆ ไป ก็สามารถทำได้ไร้ที่ติ แต่ถ้าคิดว่าจิ้ม ๆ บนหน้าจอไม่สะดวก iPad Pro รุ่นนี้ยังรองรับการใช้งาน Magic Keyboard ที่เปิดตัวมาในปี 2020 นี้อีกด้วยครับ ซึ่งเป็น Keyboard ตัวใหม่ที่ทาง Apple เคลมมาว่า จะช่วยให้การทำงานของคุณนั้นสะดวกสบายขึ้นไปในอีกระดับเลยทีเดียว ถึงจะปี 2020 แล้ว แต่ iPad Pro 2018 ก็ยังไม่ตกรุ่นครับ

ราคา 25,900-47,900 บาท
ความจุ 64 GB / 256 GB / 512 GB / 1 TB
ขนาดหน้าจอ 11 inch / 12.9 inch
น้ำหนัก 468-633 gram
จอภาพ Liquid Retina
ชิปเซ็ต A12x Bionic
กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล
กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล
วิดีโอ สูงสุดที่ความละเอียดสูงสุดที่ 4 K 60 fps
เซนเซอร์ Face ID
แบตเตอรี่ 7,812 mAh / 9,720 mAh
ระยะเวลาใช้งานโดยประมาณ 9-10 ชั่วโมง
รองรับ Smart Keyboard
รองรับ Apple Pencil
ช่องชาร์จ USB type C
วันที่จัดจำหน่าย 7 พฤศจิกายน 2018

.

▼▼ iPad Pro 2017 (10. 5 นิ้ว) Wi-Fi + Cellular ▲▲

▼▼ iPad Pro 2017 (10. 5 นิ้ว) Wi-Fi + Cellular ▲▲

….

                              คลิกซื้อเลย                              

….

กลับมากันอีกครั้งกับรุ่นโปร โดยเป็นรุ่น iPad Pro 2017 ซึ่งมักจะเป็นรุ่นที่ถูกเปรียบเทียบกับ iPad Air 2019 อยู่เสมอ เนื่องจากหลาย ๆ สิ่งที่มีความใกล้เคียงกัน ถึงแม้ชิปเซ็ต A10x Fusion ของรุ่นนี้จะเปิดตัวมาก่อนถึงสองปี แต่ด้วยสเปคฮาร์ดแวร์ตัวเครื่องที่ให้มา ทำให้ยังคงน่าสนใจและมีความแรงเพียงพอ สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งจะเหมาะสำหรับการทำงานเฉพาะทางบางประเภท และการใช้งานไลฟ์สไตล์ทั่วไป

ทางด้านสเปคในรุ่นนี้ มาพร้อมกับหน้าจอ Retina ขนาด 10.5 inch เช่นเดียวกันกับ iPad Air 2019 แต่จะมีอัตราการรีเฟรชหน้าจอที่แตกต่างกัน โดนรุ่นนี้จะให้มาที่ 120 Hz กล้องหลังให้มาที่ 12 ล้านพิกเซล F/1.8 กล้องหน้าให้มาที่ 7 ล้านพิกเซล F/2.2 กล้องหลังรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด 4K รองรับการใช้งานเซนเซอร์แสกนลายนิ้วมือ Touch ID และแบตเตอรี่ให้มาที่ขนาด 8,134 mAh

ขนาดและน้ำหนักมีความใกล้เคียงกันกับ iPad Air ตัวล่าสุด แต่สเปคกล้องนั้นมีความละเอียดที่มากกว่าอยู่เล็กน้อย โดยจุดเด่นหลัก ๆ ของรุ่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องเป็นเรื่องของน้ำหนักที่ค่อนข้างเบา แต่จะสามารถใช้งานแอปที่ต้องการสเปคสูงได้ดีกว่า iPad Air เช่น การตัดต่อวิดีโอ รูปภาพ และงานกราฟิกในเบื้องต้น แต่หากเทียบราคากับสเปคแล้ว รุ่นนี้ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ยังคงคุ้มค่าอยู่ไม่น้อยในปัจจุบัน

ราคา 25,900 บาท
ความจุ 512 GB
ขนาดหน้าจอ 10.5 inch
น้ำหนัก 477 gram
จอภาพ Retina
ชิปเซ็ต A10x Bionic
กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล
กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล
วิดีโอ ความละเอียดสูงสุดที่ 4 K 30 fps
เซนเซอร์ Touch ID
แบตเตอรี่ 8,134 mAh
ระยะเวลาใช้งานโดยประมาณ 9-10 ชั่วโมง
รองรับ Smart Keyboard
รองรับ Apple Pencil
ช่องชาร์จ Lighting
วันที่จัดจำหน่าย 13 มิถุนายน 2017

.

แนะนำ iPad Air น้ำหนักเบา ราคาย่อมเยากว่า เหมาะสำหรับการเรียน การศึกษา

….

▼▼ iPad Air 3 (2019▲▲

▼▼ iPad Air 3 (2019) ▲▲

….

                   คลิกซื้อเลย                     

….

iPad Air 3 (2019) นับเป็น iPad ที่จัดอยู่ในระดับกลาง ซึ่งมักจะเป็นที่นิยมมากสำหรับนักเรียนนักศึกษาและคนที่ต้องการใช้งานไลฟ์สไตล์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งชิปเซ็ตที่ให้มานั้นเป็นชิปเซ็ต A12 Bionic ที่มีความแรงเพียงพอสำหรับการทำงานทั่วไปและการเรียนแล้ว ทำให้ในรุ่นนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ iPad ที่สเปคแรงรองลงมาจากรุ่นโปร และเป็นรุ่นที่จะต้องจัดอยู่ในลิสต์ของแท็บเล็ตที่ดีที่สุดในราคาหมื่นกลาง ๆ ทุกลิสต์อย่างแน่นอน

ดีไซน์ของรุ่นนี้จะมีจุดเด่นอยู่ที่ขอบของหน้าจอ และตัวเครื่องที่จะมีความบางกว่ารุ่นอื่น ๆ หน้าจอเป็น Retina ขนาด 10.5 inch ที่อัตราการรีเฟรชหน้าจอ 60 Hz ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมรีไซเคิล กล้องหลังขนาด 8 ล้านพิกเซล F/2.4 กล้องหน้าขนาด 7 ล้านพิกเซล F/2.2 บันทึกวิดีโอสูงสุดที่ความละเอียด HD 1,080 p มาพร้อมการแสกนลายนิ้วมือ Touch ID และแบตเตอรี่ให้มาที่ขนาด 8,134 mAh

จุดเด่นจะเน้นไปที่การลดสเปคจากรุ่นโปรลงมาเล็กน้อย ทำให้ราคาค่อนข้างจะย่อมเยาลงมาพอสมควรจากรุ่นโปร โดยสามารถใช้งานไลฟ์สไตล์ทั่วไปได้อย่างลื่นไหล ด้วยชิปเซ็ต A12 Bionic ที่ให้มา ทำให้เหมาะสำหรับการทำงานเอกสารทั่วไป แต่ก็จะไม่เหมาะกับการทำงานเฉพาะทางมากนัก แต่ก็ยังสามารถทำงานตัดต่อภาพและวิดีโอในเบื้องต้นได้ โดยจุดเด่นที่สำคัญที่สุดในรุ่นนี้ คือ ความบางของขอบจอและน้ำหนักของตัวเครื่องที่เหมาะสมกับการพกพา และในรุ่นนี้รองรับการใช้งาน Apple Pencil 1 ที่สามารถวาดและเขียนได้ดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ราคา 17,290-21,900 บาท
ความจุ 64 GB / 256 GB
ขนาดหน้าจอ 10.5 inch
น้ำหนัก 456-464 gram
จอภาพ Retina
ชิปเซ็ต A12 Bionic
กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล
กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล
วิดีโอ ความละเอียดสูงสุดที่ HD 1,080 p
เซนเซอร์ Touch ID
แบตเตอรี่ 8,134 mAh
ระยะเวลาใช้งานโดยประมาณ 9-10 ชั่วโมง
รองรับ Smart Keyboard
รองรับ Apple Pencil
ช่องชาร์จ Lighting
วันที่จัดจำหน่าย 25 มีนาคม 2019

.

แนะนำ iPad Mini ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา พกพาสะดวก

▼▼ iPad Mini  5 (2019) ▲▲

▼▼ iPad Mini  5 (2019) ▲▲

                        คลิกซื้อเลย                       

….

iPad Mini 2019 หรือ iPad Mini 5 เป็น iPad ที่จัดอยู่ในระดับกลางเช่นเดียวกันกับ iPad Air แต่จะมีขนาดหน้าจอที่ค่อนข้างเล็ก ซึ่งเหมาะกับการพกพา หรือการใช้งานโซเชียลมีเดียมากกว่าการทำงาน โดยสเปคที่ให้มาจะเป็นแบบเดียวกันกับใน iPad Air แตกต่างกันเพียงขนาดหน้าจอและแบตเตอรี่ ทำให้มีความเหมาะสมสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ มากกว่านักเรียนนักศึกษาและคนในวัยทำงาน แต่อย่างไรก็ตามรุ่นนี้เองก็ยังคงรองรับการใช้งาน Apple Pencil 1 เช่นกัน

ทางด้านดีไซน์ตัวเครื่องจะเป็นวัสดุแบบเดียวกันกับในรุ่นแอร์ โดยหน้าจอจะเป็นแบบ Retina ขนาด 7.9 inch ซึ่งเรียกได้ว่าค่อนข้างเล็กสำหรับการเป็นแท็บเล็ต ชิปเซ็ตที่ให้มาเป็นชิปเซ็ต A12 Bionic กล้องหลังให้มาที่ขนาด 8 ล้านพิกเซล F/2.4 กล้องหน้าให้มาที่ขนาด 7 ล้านพิกเซล F/2.2 รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุดที่ความละเอียด HD และด้วยขนาดเครื่องที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้แบตเตอรี่ที่ให้มานั้นมีเพียง 5,124 mAh แต่ด้วยการประหยัดพลังงานจากชิปเซ็ตและขนาดหน้าจอ ทำให้สามารถใช้งานได้ทั้งวันแบบสบาย ๆ

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดมากของรุ่นนี้ก็คือ ขนาดของตัวเครื่องที่เหมาะสมสำหรับการพกพาอย่างมาก แต่ถึงแม้จะรองรับการใช้งาน Apple Pencil 1 แต่ด้วยขนาดหน้าจอที่เล็ก ทำให้ไม่เหมาะสมสำหรับการเขียน การวาด หรือการจดบันทึก ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักศึกษาและวัยทำงาน ถึงแม้ชิปเซ็ตจะมีความแรงและมีความเสถียรสูงก็ตาม แต่ด้วยความกะทัดรัด ก็ทำให้เหมาะสำหรับการซื้อให้ลูก หรือเด็กเล็กสำหรับเป็นสื่อการเรียนรู้ และให้สำหรับผู้สูงอายุสำหรับใช้งานทั่วไปเสียมากกว่า

ราคา 13,500-17,900 บาท
ความจุ 64 GB / 256 GB
ขนาดหน้าจอ 7.9 inch
น้ำหนัก 300.5-308.2 gram
จอภาพ Retina
ชิปเซ็ต A12 Bionic
กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล
กล้องหน้า 7 ล้านพิกเซล
วิดีโอ ความละเอียดสูงสุดที่ HD 1,080 p
เซนเซอร์ Touch ID
แบตเตอรี่ 5,124 mAh
ระยะเวลาใช้งานโดยประมาณ 9-10 ชั่วโมง
รองรับ Smart Keyboard
รองรับ Apple Pencil
ช่องชาร์จ Lighting
วันที่จัดจำหน่าย 18 มีนาคม 2019

.

แนะนำ iPad หน้าจอไม่ใหญ่มาก Tablet ของ Apple ราคาจับต้องได้ เหมาะสำหรับการทำงาน การเรียน และการศึกษา

….

▼▼ iPad  7 (2019) ▲▲

.▼▼ iPad  7 (2019) ▲▲

….

                           คลิกซื้อเลย                        

….

หากต้องการ iPad สำหรับการใช้งานทั่วไป หรือใช้เพียงแค่งานเอกสารเล็กน้อย รุ่นที่น่าสนใจที่สุดทั้งในด้านของราคา และความคุ้มค่าในการใช้งาน จะเป็น iPad Generation 7 ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งทาง Apple เองก็ออกมาเคลมว่า รุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่ทำมาออกมาเพื่อให้เหมาะกับนักศึกษาโดยเฉพาะ โดยชิปเซ็ตที่ให้มาเป็น A10 Fusion ทำให้เพียงพอต่อการใช้งานของนักศึกษาในการเรียนเบื้องต้น แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอสำหรับการเรียน หรือการทำงานเฉพาะทางอื่น ๆ มากซักเท่าไหร่นัก

ภายนอกตัวเครื่องของ iPad Generation 7 ให้ขนาดหน้าจอมาที่ 10.2 inch โดยเป็นหน้าจอแสดงผลแบบ Retina ทางด้านกล้องถ่ายภาพด้านหลังให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล F/2.4 ความละเอียดกล้องหน้าให้มาที่ 1.2 ล้านพิกเซล F/2.2 รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุด ที่ความละเอียด HD 30 fps มาพร้อมเซนเซอร์ Touch ID และแบตเตอรี่ขนาด 8,227 mAh ซึ่งเป็นความจุแบตเตอรี่ ที่เท่ากันกับรุ่นพี่อย่าง iPad Generation 6 ที่เปิดตัวมาในปี 2018

iPad Generation 7 เป็นรุ่นที่ถูกปรับเปลี่ยนจากรุ่นปี 2018 อยู่เล็กน้อย โดยจะมีขอบด้านข้างของหน้าจอที่บางลง ด้านหลังตัวเครื่องมีการออกแบบให้ดูทันสมัยมากขึ้น แต่ก็มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน แต่ความแตกต่างที่ทำให้รุ่นนี้น่าสนใจกว่ารุ่น 2018 คือ การรองรับการใช้งาน Smart Keyboard ทำให้มีความสะดวกสบายในการจัดการงานด้านเอกสารมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม และเปิดตัวในราคาที่เอื้อมถึงมากกว่ารุ่นเดิม ส่งผลให้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักศึกษาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ราคา 10,290 – 13,290 บาท
ความจุ 32 GB  / 128 GB
ขนาดหน้าจอ 10.2 inch
น้ำหนัก 483-493 gram
จอภาพ Retina
ชิปเซ็ต A10 Fusion
กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล
กล้องหน้า 1.2 ล้านพิกเซล
วิดีโอ ความละเอียดสูงสุดที่ HD 1,080 p 30 fps
เซนเซอร์ Touch ID
แบตเตอรี่ 8,227 mAh
ระยะเวลาใช้งานโดยประมาณ 9-10 ชั่วโมง
รองรับ Smart Keyboard
รองรับ Apple Pencil
ช่องชาร์จ Lighting
วันที่จัดจำหน่าย 25 กันยายน 2019

.

▼▼ iPad 6 (2018) WiFi + Cellular ▲▲

▼▼ iPad 6 (2018) WiFi + Cellular ▲▲

….

                              คลิกซื้อเลย                           

iPad Generation 6 เป็นรุ่นที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 ในฐานะ iPad ที่เป็นรุ่นราคาประหยัด ซึ่งสเปคและฟีเจอร์ที่ให้มานั้น เหมาะสำหรับการใช้งานด้านความบันเทิง และการจดบันทึกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากรองรับการใช้งานอุปกรณ์เสริมได้เพียง Apple Pencil 1 แต่ไม่รองรับการใช้งาน Smart Keyboard ส่งผลให้ไม่เหมาะสมกับการใช้งานด้านเอกสารมากนัก แต่จากราคาเปิดตัวที่ค่อนข้างต่ำในช่วงที่เปิดตัว ทำให้ได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ดีไซน์ภายนอกตัวเครื่องให้หน้าจอเป็นแบบ Retina Display ที่ขนาด 9.7 inch แต่ละรองรับมาตรฐานสี RGB ซึ่งรุ่นปี 2019 ไม่รองรับ ชิปเซ็ตให้มาเป็น A10 Fusion ทางด้านกล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้าควาละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ HD 30 fps และแบตเตอรี่ของรุ่นนี้ให้มาที่ 8,227 mAh ซึ่งสเปคส่วนใหญ่แทบจะเป็นแบบเดียวกันกับในรุ่นปี 2019 แทบทั้งหมด

สำหรับ iPad Generation 6 นั้น เรียกได้ว่าเป็นเป็นต้นแบบหลักของ iPad รุ่นปี 2019 ซึ่งถูกนำไปลดสเปคในบางส่วนออกไป และขายในราคาที่ย่อมเยากว่าเดิม แต่ด้วยความสามารถในการรองรับอุปกรณ์เสริมของรุ่นนี้ ที่รองรับเพียงแค่ Apple Pencil 1 ทำให้ในรุ่นปี 2019 ดูจะเป็นรุ่นที่คุ้มค่ามากกว่าทางด้านฟีเจอร์การใช้งาน ถึงแม้ฟีเจอร์บางส่วนจะถูกตัดออกไป ส่งผลให้รุ่นนี้เหมาะสำหรับนักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการใช้งานเพียงการจดบันทึก และผู้ที่ต้องการใช้งานไลฟ์สไตล์ทั่วไปเท่านั้น

ราคา 15,900 บาท
ความจุ 32 GB
ขนาดหน้าจอ 9.7 inch
น้ำหนัก 469-478 gram
จอภาพ Retina
ชิปเซ็ต A10 Fusion
กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล
กล้องหน้า 1.2 ล้านพิกเซล
วิดีโอ ความละเอียดสูงสุดที่ HD 1,080 p 60 fps
เซนเซอร์ Touch ID
แบตเตอรี่ 8,227 mAh
ระยะเวลาใช้งานโดยประมาณ 9-10 ชั่วโมง
รองรับ Smart Keyboard
รองรับ Apple Pencil
ช่องชาร์จ Lighting
วันที่จัดจำหน่าย 27 มีนาคม 2018

.

เลือกซื้อ iPad ต้องพิจารณาอะไรบ้าง

iPad เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ค่อนข้างจะมีราคาสูง ทำให้ในการเลือกซื้อนั้น จำเป็นจะต้องมีการพิจารณาให้ถี่ถ้วน เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ซื้อแล้ว สามารถใช้งานได้เป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้ต้องเลือกซื้อให้มีความคุ้มค่ากับสไตล์การใช้งานมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับการเลือกซื้อ มีดังนี้

เลือกจากสเปคและราคาของ ipad

เลือกจากสเปคและราคาของ iPad

การซื้อ iPad ซักเครื่องนั้น มีหลายปัจจัยที่จะต้องใช้พิจารณาสำหรับการเลือกซื้อ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือ สเปค โดย iPad ทั้งหมดที่เปิดตัวมาในปัจจุบันนั้น มีให้เลือกหลากหลายรุ่น ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานที่แตกต่างกันออกไป

สเปคระดับสูง : สำหรับรุ่นที่ต้องการใช้งานหนัก จะขอแนะนำให้มองไปที่ตัว iPad Pro ซึ่งสเปคในรุ่นนี้ เพียงพอสำหรับการทำงานทุกอย่าง ที่ iPad หนึ่งเครื่องจะสามารถทำได้ อีกทั้งยังมีแอปพลิเคชันมากมาย ที่รองรับการใช้งานในสเปคสูงสุดของรุ่นโปร ซึ่งรุ่นโปรก็แน่นอนว่าต้องจ่ายในระดับราคาที่สูงขึ้น

สเปคระดับกลาง : สำหรับคนที่ต้องการสเปคที่สามารถใช้งานได้อย่างครบครัน แต่อาจจะไม่ถึงขั้นสุดขนาดในรุ่นโปร โดยอาจจะมีการประมวลผลที่ช้าลงบ้างเล็กน้อย จะขอแนะนำเป็นสองรุ่นที่น่าสนใจ คือ iPad Air และ iPad Mini ซึ่งชิปเซ็ตที่ให้มานั้น เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปและการใช้งานหนักในบางเรื่อง อีกทั้งยังสามารถรองรับการใช้งานในระยะเวลาหลายปีเลยทีเดียว ในด้านของราคาก็จะย่อมเยากว่ารุ่นโปร

สเปคระดับล่าง : เหมาะสำหรับคนที่ต้องการ iPad ที่สเปคเพียงพอการใช้งานทั่วไปในราคาประหยัด โดยจะขอแนะนำเป็น iPad Generations ซึ่งในสเปครุ่นนี้ที่ให้มา ก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันเบื้องต้น และสามารถใช้งานได้ครบครันอยู่พอสมควร ทั้งการใช้งานทั่วไป หรืองานด้านเอกสารเล็กน้อย แน่อนว่าราคาก็จะต่ำกว่ารุ่นอื่น

….

ตรวจสอบขนาดหน้าจอของ iPad

ตรวจสอบขนาดหน้าจอของ iPad 

จากความต้องการของผู้บริโภคที่มีความแตกต่างกัน ทำให้ขนาดหน้าจอของตัวเครื่องมีความสำคัญในการเลือกซื้อ iPad อยู่พอสมควร โดยที่หน้าจอที่ใหญ่กว่า ก็จะทำให้ทำงานง่าย เห็นข้อมูลรายละเอียดได้เต็มที่ ชัดเจน วาดงาน เขียนงาน หรืออ่าน Ebook ก็ทำได้ง่าย ๆ เหมาะกับผู้สูงอายุอีกด้วย แต่ก็จะมาพร้อมกับความหนัก พกพาออกไปข้างนอกลำบากกว่าพวกหน้าจอขนาดเล็ก และคนที่ชอบใช้มือเดียวถือ Tablet อาจจะถือได้ลำบาก โดยเฉพาะเด็กและคุณผู้หญิงที่มือค่อนข้างเล็ก ซึ่งขนาดหน้าจอ iPad ที่มีอยู่ในปัจจุบันมีดังนี้

  • ขนาดหน้าจอ 7.9 inch เช่น iPad Mini 2019
  • ขนาดหน้าจอ 9.7 inch เช่น iPad Generation 6
  • ขนาดหน้าจอ 10.2 inch เช่น iPad Generation 7
  • ขนาดหน้าจอ 10.5 inch เช่น iPad Pro 2017 และ iPad Air 2019
  • ขนาดหน้าจอ 11 inch เช่น iPad Pro 2018 และ iPad Pro 2020
  • ขนาดหน้าจอ 12.9 inch เช่น iPad Pro 2018 และ iPad Pro 2020

….

ตรวจสอบความขนาดความจุของ iPad

ตรวจสอบความขนาดความจุของ iPad 

ในปัจจุบันขนาดความจุของ iPad ที่เปิดตัวมาจะมีความแตกต่างกันในแต่ละรุ่น ซึ่งขนาดความจุเริ่มต้นที่ต่ำสุดจะอยู่ที่ 32 GB และขนาดความจุสูงสุดที่เปิดตัวมาในปันจุบันอยู่ที่ 1 TB ก่อนที่จะเลือกซื้อขนาดความจุแบบไหน อย่าลืมคิดเผื่อถึงระบบปฏิบัติการพื้นฐานอย่าง iPadOS ด้วยนะครับ เพราะแค่ระบบนี้ ก็กินพื้นที่ไปประมาณ 10-20 GB แล้ว และมีแนวโน้มที่จะกินพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทาง Apple เขาอัพเดต Frimware ตลอดครับ เพื่อเพิ่มความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานของ iPad ให้ดีขึ้นยิ่งกว่าเดิม

ดังนั้น การเลือกซื้อ iPad ต้องคำนึงถึงปริมาณข้อมูลที่คุณจะเก็บไว้ใน iPad ด้วย หลักการของ​ “เผื่อเหลือดีกว่าขาด” ก็ยังใช้ได้อยู่นะครับ เพราะ iPad ไม่สามารถเพิ่มความจุได้ ซื้อแล้วซื้อเลย เราเลยอยากแนะนำว่า ถ้าคุณเป็นคนใช้ iPad ทำงานแทน Labtop หรือ Computer ไปเลย และใช้งานโหดมาก ทั้งเขียนแบบ สเก็ตงาน ถ่ายรูป และถ่ายวีดีโอ เราแนะนำให้ซื้อความจุอย่างน้อย 256 GB เป็นต้นไปครับ

แต่ถ้าคุณแค่ต้องการ iPad มาใช้ดู Youtube ดู Netflix ไม่ได้ใช้งานอะไรมาก เน้นง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่ได้เก็บข้อมูลไฟล์ใน iPad ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อความจุมากมายอะไรครับ ซื้อสัก 32 GB ก็พอ แต่จริง ๆ เราอยากแนะนำให้ซื้อสัก 64 GB เป็นอย่างน้อยครับ เพราะเพิ่มเงินอีกไม่เท่าไร ก็ได้ความจุเพิ่มมาอีกเท่าหนึ่งเลย หรือไม่งั้นก็ต้องซื้อบริการ iCloud เพิ่มก็ได้ครับ เพื่อเก็บข้อมูลของคุณในอากาศ แต่วิธีนี้ก็จะเสียเงินเพิ่มเติมนะครับ

โดยรุ่นที่สามารถใช้งานได้หนัก และมีความหลากหลายมากกว่า ก็จะมีรุ่นย่อยที่มีความจุมากกว่ารุ่นที่มีการใช้งานแบบธรรมดา

  • iPad Generation 6 มีขนาดความจุให้เลือกทั้งหมด 1 ขนาด ( ในปัจจุบันที่มีวางจำหน่าย ) คือ 32 GB
  • iPad Generation 7 มีขนาดความจุให้เลือกทั้งหมด 2 ขนาด คือ 32 GB และ 128 GB
  • iPad Mini 2019 มีขนาดความจุให้เลือกทั้งหมด 2 ขนาด คือ 64 GB และ 256 GB
  • iPad Air 2019 มีขนาดความจุให้เลือกทั้งหมด 2 ขนาด คือ 64 GB และ 256 GB
  • iPad Pro 2017 มีขนาดความจุให้เลือกทั้งหมด 1  ขนาด ( ในปัจจุบันที่มีวางจำหน่าย )  คือ 512 GB
  • iPad Pro 2018 มีขนาดความจุให้เลือกทั้งหมด 4  ขนาด คือ 64 GB ,256 Gb ,512 GB และ 1 TB
  • iPad Pro 2020 มีขนาดความจุให้เลือกทั้งหมด 4 ขนาด คือ 128 GB ,256 Gb ,512 GB และ 1 TB

ตรวจสอบระบบการเชื่อมต่อของ iPad ว่าเป็น Wifi หรือ Wifi + Cellular

ตรวจสอบระบบการเชื่อมต่อของ iPad ว่าเป็น Wifi หรือ Wifi + Cellular

อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน iPad คือ การเชื่อมต่อ Internet ที่นอกจากจะเชื่อมต่อแบบ Wifi ได้แล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อแบบ Cellular เหมือนสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย เพิ่มเติมความสะดวกมากกว่า Laptop และ PC ครับ แต่เพื่อเพิ่มความสามารถนี้ของตัว iPad ก็อาจจะต้องยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งผู้ใช้งานบางคนก็อาจจะไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้ในส่วนนี้ ทำให้ก่อนการตัดสินใจซื้อควรจะพิจารณาถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

รุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Wifi : เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งาน iPad ในสถานที่ที่มักจะมี Wifi ให้ใช้งานอยู่ตลอดเวลา เช่น บ้าน ออฟฟิศ หรือร้านกาแฟ เป็นต้น และในรุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อเพียงแค่ Wifi จะมีราคาย่อมเยากว่าแบบ Wifi + Cellular จึงทำให้ได้รับความนิยมมากกว่า

รุ่นที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Wifi + Cellular : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกในการใช้งานทุกสถานที่ เนื่องจากจะสามารถใช้งาน Internet ได้ตลอดเวลา แต่ก็จะต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน

เลือก iPad จากการใช้งาน

เลือกจากการใช้งาน

สิ่งหนึ่งที่ควรจะพิจารณา คือ การใช้งาน iPad ของแต่ละคน เนื่องจาก iPad แต่ละรุ่นจะตอบโจทย์การใช้งานที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นหากเลือก iPad ได้เหมาะสมกับการใช้งานของตัวเรา ก็จะทำให้สามารถใช้ iPad ได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

ใช้สำหรับการเรียน :  iPad เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับนักศึกษา เนื่องจากแอปพลิเคชันมีให้เลือกใช้ได้อย่างหลากหลาย และอุปกรณ์มีเสถียรภาพในการทำงาน โดยปกติแล้วนักศึกษาทั่ว ๆ ไป ควรจะเลือกใช้เป็น iPad Air เพราะ นอกจากการจดเลคเชอร์ในการเรียนแล้ว อาจจะมีการทำงานด้านวิดีโอ และ Presentation ซึ่ง iPad จะตอบโจทย์การทำงานในส่วนนี้ แต่สำหรับนักศึกษาบางกลุ่ม เช่น นักศึกษาคณะสถาปัตย์ หรือคณะนิเทศศาสตร์ ก็อาจจะเหมาะสมกับ iPad Pro มากกว่า เนื่องจากทีความจำเป็นจะต้องใช้งานแอปพลิเคชัน ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าปกติ

ใช้งานทั่วไป : สำหรับผู้ที่สนใจอุปกรณ์ ที่ขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้น สำหรับใช้งานเพียงโซเชียลมีเดีย การรับชมคอนเทนต์ การรับชมภาพยนตร์ หรือ Netflix ก็อาจจะเหมาะสมกับ iPad Generations ซึ่งราคาค่อนข้างถูก และเพียงพอต่อการใช้งานด้านนี้แล้ว แต่หากไม่มีปัญหาด้านงบประมาณในการซื้อ ก็อาจจะเลือกเป็น iPad mini ที่สเปคสูงกว่าเล็กน้อย

ใช้ในการทำงาน : ในเรื่องของการทำงานนั้น ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของสายอาชีพ ซึ่งหากต้องการใช้งานแค่ทั่วไป และเน้นไปที่ราคาประหยัด อาจจะมองไปที่รุ่นธรรมดา แต่หากต้องการสเปคที่สูงขึ้นเพื่อการทำงานในด้านอื่น ๆ อาจจะสนใจเป็นรุ่นแอร์ และสำหรับบางงานที่เฉพาะมาก ๆ รุ่นโปรก็อาจจะเป็นรุ่นที่น่าสนใจ และตอบโจทย์ได้มากกว่า

….

เลือกจากฟีเจอร์และจุดเด่นของ iPad

เลือกจากฟีเจอร์และจุดเด่นของ iPad

นอกจากราคาและสเปคแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการเลือกซื้อ iPad คือ ลักษณะและจุดเด่นของแต่ละรุ่น ซึ่งบางคนที่ลังเลการเลือกซื้อระหว่างสองรุ่น ในจุดนี้อาจจะเป็นจุดที่ช่วยในการตัดสินใจของหลายคน ให้สามารถเลือกซื้อได้ง่ายขึ้นครับ

รุ่นที่มีฟีเจอร์มากที่สุด ถ้าต้องการความครบครันแน่นอนว่าต้องเลือกเป็น iPad Pro ซึ่งรองรับการใช้งานทุกอย่างที่ iPad สามารถทำได้ ทั้งการทำงานด้านวิดีโอ งานด้านเอกสาร และความสามารถในการรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ด้วยหน้าจอที่มีคุณภาพสูง และหากไม่มีปัญหาด้านงบประมาณ รุ่นนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

รุ่นที่มีขนาดกะทัดรัด หากชื่นชอบความสะดวกสบายในการพกพา สามารถพกใส่กระเป๋าใบขนาดเล็ก ๆ ไปได้ทุกที่ และมีสเปคที่ดีพอสมควร สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจะเป็นรุ่นมินิ แต่ก็ไม่เหมาะสำหรับการเขียน วาด หรือจดบันทึกด้วยเช่นกัน

ใช้งานเขียน จดบันทึก และวาดภาพได้ดีที่สุด สำหรับหัวข้อนี้รุ่นที่เหมาะที่สุดจะเป็นรุ่นโปร เพราะปากกา Apple Pencil 2 ที่สามารถใช้งานได้เพียงรุ่นโปรเท่านั้น เป็นปากกา Stylus ที่ดีที่สุดที่ Apple มีในตอนนี้

ใช้งานพิมพ์ได้ สำหรับเรื่องนี้จะมีทั้งหมดสองรุ่นด้วยกัน ที่รองรับการใช้งานคีย์บอร์ด ซึ่งก็คือ รุ่นแอร์และรุ่นโปร ซึ่งหากเน้นที่ราคาที่ประหยัดรุ่นแอร์จะเป็นรุ่นที่ตอบโจทย์มากกว่า แต่คุณภาพการพิมพ์ของคีย์บอร์ดก็จะด้อยกว่าเช่นกัน แต่หากต้องการประสบการณ์การพิมพ์ที่ดีกว่า Magic Keyboard ในรุ่นโปร สามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่าอย่างแน่นอน

iPad รุ่นไหนเหมาะกับใครบ้าง

สำหรับในแต่ละรุ่น จะมีจุดเด่นสำคัญที่แตกต่างกัน ซึ่งการเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละคนนั้น จะขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และการทำงานของแต่ละคน อีกทั้งยังอยู่ที่งบประมาณอีกด้วย โดยแต่ละรุ่นนั้นจะมีความน่าสนใจ และเหมาะสมกับใครบ้าง มาติดตามไปพร้อมกันครับ

…..

iPad Pro

iPad Pro

ในรุ่นโปรนั้นจะเป็นรุ่นที่มีสเปคสูงสุดในทุกซีรีย์ที่เปิดตัวมา ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับการจัดการงานทั่วไป หรือแม้กระทั่งงานเฉพาะด้าน ทำให้ในรุ่นนี้เหมาะสมกับวัยทำงานและนักศึกษา ที่จำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ต้องการอุปกรณ์เสริมที่จะใช้ในการทำงาน อย่างเช่น สถาปนิก วิศวกร หรือ จิตรกร ซึ่งในบางกรณีในรุ่นนี้จะสามารถใช้อรรถประโยชน์ได้ดีมากกว่า Laptop หรือ PC เนื่องจากจะมีความสะดวกในการพกพาและการใช้งานที่มากกว่า ทำให้ในบางสายอาชีพ iPad นับเป็นอุปกรณ์หลักในการทำงานของสายอาชีพนั้นเลยทีเดียว

สถาปนิก นักออกแบบ และจิตรกร :ในระบบปฏิบัติการ iPad OS นั้นมีแอปพลิเคชันมากมายที่รองรับการทำงานของ Apple Pencil 2 ที่ทำให้การใช้งานการวาดหรือการเขียน สามารถทำได้อย่างไม่มีที่ติ ซึ่งความสะดวกสบายสำหรับ iPad ที่มากกว่า Laptop ในด้านนี้ คือ ความสะดวกในการพกพาของตัวเครื่อง ที่มีน้ำหนักเบากว่าอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์การชาร์จต่าง ๆ ทำให้นักออกแบบ หรือสถาปนิกหลายคน เลือกที่จะใช้งาน iPad ป็นอุปกรณ์หลักในการทำงานแทนการใช้งาน Laptop

นักตัดต่อวิดีโอ และผู้ที่ทำกราฟิกดีไซน์ : สำหรับในด้านนี้ ในรุ่นโปรก็สามารถตอบโจทย์การทำงานได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหากเปรียบเทียบความสามารถในการทำงาน และความหลากหลายในการตัดต่อที่ทำได้ระหว่าง iPad และ Laptop ก็ต้องบอกเลยว่า Laptop มีประสิทธิภาพการทำงานที่ค่อนข้างสูงกว่า โดยสำหรับการทำงานในด้านนี้ จะเหมาะกับการตัดต่อที่ใช้ในกรณีที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ และต้องการที่จะใช้ปุกรณ์ที่สามารถตัดต่อ และเรนเดอร์วิดีโอได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะไม่สามารถทำงานได้ถึงขั้นสุด แต่แอปพลิเคชันที่มีบน iPad ก็เพียงพอสำหรับการทำงานตัดต่อในเบื้องต้นตามที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ต้องการ

พนักงานบริษัท นักเขียนบทความ และนักศึกษา : หากคิดถึงตัวเลือกด้านงานเอกสารแล้ว หลายคนคงจะสนใจไปที่ตัว Laptop มากกว่า ซึ่ง iPad นั้นจะไม่สามารถสู้เรื่องการใช้งานในด้านนี้ได้เลย หากไม่มีการเปิดตัว Magic Keyboard ที่เป็นรูปแบบเดียวกันกับคีย์บอร์ดใน Macbook Air ทำให้การทำงานเป็นเรื่องที่มีความสะดวกมากขึ้นบน iPad Pro อีกทั้งยังไม่ต้องพกสายชาร์จหรือปุกรณ์เสริมใด ๆ นอกจากนี้ยังสามารถเขียนคอมเมนต์งาน โดยใช้ Apple Pencil 2 ได้อย่างง่ายดาย และจากการเปิดตัวของ Magic Keyboard ทำให้ iPad เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ ที่ค่อนข้างจะเหมาะกับงานด้านเอกสารอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

.

iPad Air

iPad Air

ในรุ่นแอร์เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน จากสเปคเครื่องที่ใส่มาให้ค่อนข้างสูง ราคาที่ค่อนข้างจะถูก และจับต้องได้ง่ายกว่าในรุ่นโปรพอสมควร ทำให้คนที่มองหา iPad ในราคาที่ถูกลงมากกว่ารุ่นโปร มักจะมองมาที่รุ่นนี้เป็นรุ่นแรก ๆ เพราะ หลายคนนั้นอาจจะพอใจกับสเปคของรุ่นแอร์ ที่เพียงพอและครอบคลุมการใช้งานแทบจะถูกด้านแล้ว โดยผู้ที่นิยมใช้ในรุ่นนี้นั้นจะเป็นกลุ่มของนักศึกษา บุคคลทั่วไป และพนักงานขาย ซึ่งในกลุ่มนี้จะเน้นการใช้งานทั่วไปมากกว่าการใช้งานเฉพาะทาง

นักศึกษา : iPad Air นั้นเป็นที่นิยมในกลุ่มนักศึกษาอยู่ไม่น้อย เนื่องจากในปัจจุบันการเรียนการสอนจะเป็นแบบดิจิทัลมากขึ้น เช่น การเรียนผ่านไฟล์บนระบบ Google Drive การส่งงานผ่าน Google Classroom หรือแม้แต่การเรียนการสอนแบบออนไลน์ ซึ่ง iPad นั้นมีความสามารถที่ดีในการตอบสนองการใช้งานในด้านนี้อยู่แล้ว อีกทั้งในรุ่นนี้ยังมีประสิทธิภาพเพียงพอ สำหรับการทำงานด้านวิดีโอในเบื้องต้น และการจัดทำ Presentation อีกด้วย ทำให้มีนักศึกษาหลายคน เลือกที่จะใช้งาน iPad Airในการเรียนทั้งช่วงมัธยม และมหาวิทยาลัย

พนักงานขาย : สำหรับพนักงานออฟฟิศแล้ว การใช้งาน Laptop ดูจะเป็นสิ่งที่มีความสะดวกสบาย และมีความจำเป็นมากกว่า แต่สำหรับพนักขาย ในบางกรณีที่จะต้องออกเดินทางไปขายสินค้า อาจจะต้องมีการแสดง Presentation หรือภาพถ่ายสินค้า เพื่อประกอบการทำงาน ซึ่งหากเป็นการพรีเซนต์ในห้องประชุม การใช้ Laptop ก็แลดูจะไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องเหล่านี้ แต่หากเป็นในกรณีที่ต้องนำเสนองานในร้านกาแฟ หรือพนักงานขายที่ต้องออกไปพบลูกค้าในสถานที่อื่นนอกจากห้องประชุม iPad ดูจะเป็นไอเทมที่สะดวกกว่าอยู่มาก อีกทั้งยังสามารถรับส่ง ตรวจสอบ และสามารถเซ็นต์เอกสารผ่าน iPad ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

.

iPad Mini

iPad Mini

iPad Mini เป็นรุ่นที่เล็กที่สุดของซีรีย์ iPad  ซึ่งจากที่ได้กล่าวไป จากขนาดหน้าจอที่ค่อนข้างเล็กกว่ารุ่นอื่น ๆ ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการจดบันทึกหรือวาดภาพซักเท่าไหร่นัก โดยในรุ่นนี้จะเหมาะสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้หญิง ที่ส่วนใหญ่จะต้องการใช้งานเพียงแค่โซเชียลมีเดีย ติดตามข่าวสาร หรือใช้เป็นสื่อการเรียนรู้จากอุปกรณ์ ที่มีขนาดใหญ่กว่าสมาร์ทโฟน ทำให้ในรุ่นนี้ตอบโจทย์การใช้งานได้เพียงกลุ่มย่อย ๆ เท่านั้น

เด็กและผู้สูงอายุ : จากการที่รุ่นมินิไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานด้านการทำงานหรือการจดบันทึกมากนัก และด้วยขนาดตัวเครื่องที่ค่อนข้างกะทัดรัด ทำให้มีผู้ปกครองหลายคนสนใจที่จะใช้ iPad Mini สำหรับการฝึกฝนทักษะการเรียนรู้สำหรับเด็กมากกว่า เนื่องจากปัจจุบันมีแอปพลิเคชันมากมาย ที่ตอบโจทย์สำหรับการเสริมทักษะให้แก่วัยเด็ก เช่น แอปสำหรับฝึกภาษา แอปสำหรับการสร้างสรรค์จินตนาการหรือการวาดภาพ และเกมส์ฝึกสมอง เป็นต้น และสำหรับผู้สูงอายุอาจจะใช้สำหรับการติดตามข่าวสาร โดยจะมีความสะดวกมากกว่าสมาร์ทโฟน ด้วยขนาดหน้าจอที่ค่อนข้างใหญ่กว่า ทำให้ไม่จำเป็นจะต้องเพ่งสายตามากจนเกินไปสำหรับผู้สูงอายุ

ผู้หญิง : สำหรับกลุ่มนี้จะขอพูดถึงกลุ่มผู้หญิงที่มักจะมีกระเป๋าถือติดตัวในการเดินทางอยู่เสมอ เนื่องจากผู้ชายส่วนใหญ่มักจะไม่มีการพกกระเป๋าถือติดตัวไปในสถานที่ต่าง ๆ ทำให้ไม่สะดวกที่จะพกพาอุปกรณ์ ที่มีขนาดใหญ่อย่าง iPad ซึ่ง iPad ที่มีขนาดกะทัดรัดอย่าง iPad อาจจะเหมาะสำหรับผู้หญิง ที่ต้องการพกพา iPad ไว้ใช้งานในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อการใช้งานด้านคอนเทนต์ต่าง ๆ  แต่ก็ไม่ได้ต้องการรุ่นที่มีน้ำหนักมากจนเกินไป

..

iPad

iPad

สำหรับรุ่นธรรมดา หรือ iPad Generations เป็นรุ่นที่มีราคาถูกที่สุด ซึ่งจะเหมาะสมสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ที่ต้องการอุปกรณ์ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ สำหรับการใช้งานไลฟ์สไตล์ทั่วไป โดยไม่ได้สนใจในสเปคที่ให้มามากนัก แต่ก็นับว่าเพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานทั่วไป เช่น โซเชียลมีเดีย การดู Youtube Netflix หรือการใช้งานการเขียนและการจดเล็กน้อย ซึ่งก็เป็นรุ่นที่ค่อนข้างคุ้มค่าหากเทียบกับราคาและสเปคที่ได้มา

.

สุดท้ายแล้วส่งท้ายกันด้วย

สำหรับการเลือก iPad ให้เหมาะสมกับตัวเองนั้น ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็นรุ่นที่มีราคาแพงที่สุดเสมอไป แต่ควรจะเลือกให้เหมาะสมสำหรับการใช้งาน และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคน โดยอุปกรณ์อย่าง iPad นั้น เป็นสิ่งที่สามารถใช้งานได้ในระยะยาว และจะสามารถใช้งานได้หลากหลายมาก หากคุณให้ความสนใจในการเรียนรู้ที่จะใช้งาน

โดยในแต่ละรุ่นก็จะยังคงมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป เช่น ความกะทัดรัด การใช้งานปากกาที่ดีกว่า อุปกรณ์เสริมที่เพิ่มความสะดวกได้มากกว่า ดังนั้น หากการใช้งาน iPad สามารถช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการศึกษา การทำงาน และช่วยให้ไลฟ์สไตล์ของคุณมีสีสันมากขึ้น