IT&Gadgets

แนะนำ 10 อันดับ หูฟัง True Wireless หูฟังไร้สาย ยี่ห้อไหนดี 2020 เสียงดี เบสหนัก คมชัด

แนะนำ 10 หูฟัง Wireless แบบไร้สาย True Wiresless earphone ยี่ห้อไหนดี 2019

หูฟัง True Wireless เป็นหูฟังที่คนสมัยก่อนไม่มีทางคิดและเห็นภาพได้แน่นอนว่า จะมีหูฟังประเภทนี้อยู่ แค่หูฟัง Bluetooth คนสมัยก่อนก็คงงงกันไปหมดแล้ว แต่ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ตาม การฟังเพลงก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คน โดยที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการฟังเพลงนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีในยุคนั้น ๆ ยุค 90 เป็นยุคที่อุปกรณ์ฟังเพลงแบบพกพาได้เริ่มพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ภาพของคนที่พกซาวด์อะเบาท์และใส่หูฟังตัวใหญ่ ๆ ครอบหัวเดินไปมาพบเจอได้ตามท้องถนน ถ้าใครยังจำกันได้ ยุคนั้นจะมีเครื่องเล่นเสียงพกพาที่ดังมากอยู่แบรนด์หนึ่ง นั้นก็คือ Sony Walkman

Sony Walkman เป็นเครื่องที่มีดีไซน์ที่โดดเด่นมาก และเล่นได้แค่ตลับเทปเท่านั้น และตัวหูฟังก็ธรรมดามาก ๆ ความสามารถและคุณภาพไม่สามารถสู้กับหูฟัง True Wireless ในปัจจุบันนี้ได้อย่างแน่นอน แต่ ณ เวลานั้น ถ้าใครมีเครื่อง Sony Walkman นี่ถือว่าเท่มากครับ มาที่ยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีพัฒนาไปก้าวไกลมาก ตัวเครื่องเสียงแบบพกพาไม่ค่อยได้พบเห็นแล้ว จะพบแต่สมาร์ตโฟนกันมากกว่า และเราสามารถฟังเพลงได้จากสมาร์ตโฟนโดยตรงเลย แค่มีตัวหูฟังมาเชื่อมต่อเท่านั้น โดยที่ตัวหูฟังก็มีหลากหลายรูปแบบทั้งแบบมีสายปกติ หูฟัง Wireless, หูฟัง True Wireless, หูฟัง Bluetooth, Headphone เชื่อมต่อกับ Speaker เป็นต้น

เนื่องจากหูฟังจากผู้ผลิตหลายรายไม่สามารถปรับแต่งที่สมาร์ตโฟนเพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นได้ ดังนั้น ทางผู้ผลิตหูฟังทั้งหลายจึงต้องพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ ใส่ในหูฟังของตนเอง เมื่อหูฟังเชื่อมต่อกับมือถือเหล่านั้น จะทำให้ได้คุณภาพเสียงออกมาดีที่สุด จึงเกิดการคิดค้นหูฟังในรูปแบบใหม่มานั้นก็คือ หูฟัง True Wireless แบบไร้สาย หรือที่ชาวต่างชาติเรียกกันว่า True Wireless Earphone นั่นเอง โดยที่ปัจจุบัน หูฟัง True Wireless กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว

….

ทำไมหูฟัง True Wireless ถึงเป็นของที่กำลังได้รับความนิยม 

ทำไมหูฟัง Wirelessแบบไร้สาย ถึงเป็นของที่กำลังได้รับความนิยม

หูฟัง True Wireless เป็นหูฟังที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความง่ายในการใช้ชีวิต เนื่องจากการไร้สายของหูฟัง ทำให้เวลาเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่มีสายมาให้เกะกะให้รำคาญใจ พกพาง่ายสะดวกเพียงแค่เก็บตัวหูฟังในเคสหูฟังแล้วพกไปทั้งเคส ถ้าเป็นตัวหูฟังแบบมีสายเสียบที่มือถือ บางทีสายหูฟังชอบโดนเกี่ยวกับปัจจัยรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นมือของตัวเอง หรือมือของคนอื่น ๆ อาจจะไปโดนสิ่งของภายนอกมาเกี่ยวพันกับสายหูฟัง ทำให้หูฟังหลุด หรือมีโอกาสทำให้มือถือตก เกิดความเสียหายได้

แล้วบางทีเวลาถอดออกมาเก็บในกระเป๋ากางเกง สายก็ชอบพันกันวุ่นวายไปหมด อีกทั้งเวลาที่อยู่บ้านหรือคอนโด การใส่หูฟังไร้สายทำให้สามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ไปพร้อมกันกับการฟังเพลงไปด้วยได้ เช่น การทำความสะอาด เดินไปเข้าห้องน้ำ เดินไปเดินมา ทำอาหาร เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องพกมือถือติดตามตัว และไม่ต้องเปิดลำโพงรบกวนคนอื่นเลย ส่วนเรื่องคุณภาพของเสียง โดยทางทฤษฎีหูฟังแบบมีสายเสียบกับมือถือ จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าแบบไร้สาย แต่ปัจจุบันนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า หูฟัง True Wireless ได้พัฒนาไปมาก คุณภาพของเสียงไม่แพ้แบบมีสายแน่นอน

…..

ตารางสรุปข้อมูลหูฟัง True Wireless แบบรวบรัด

12736984510
หูฟัง True Wireless

Klipsch T5 True

Sennheiser Momentum

Apple AirPods Pro

Sony WF-1000XM3 

Powerbeats Pro

Bose SoundSport Free

Samsung Galaxy Buds

Creative Outlier Air

Cambridge Audio Melomania 1

RHA TrueConnect 

ราคาโดยประมาณ9,000 บาท10,000 - 12,000 บาท9,500 บาท8,990 บาท8,000 - 9,000 บาท11,000 บาท5,000 บาท3,000 บาท4,000 - 5,000 บาท5,000 - 6,000 บาท
น้ำหนักหูฟังข้างละ5.5g6.6g5.4g8.5g10.5g9g6g5.5g4.6g6.5g
น้ำหนัก charging case96.9g56.6g45.6g70g109g80g40g54g37g78g
การตอบสนองความถี่10-19,000Hz5-21,000 HzN/A20-20,000 HzN/AN/AN/AN/A10-19,000Hz20-20,000Hz
แบตเตอรี่ของหูฟัง8 ชั่วโมง4 ชั่วโมง4.5 ชั่วโมง6 ชั่วโมง9 ชั่วโมง5 ชั่วโมง6 ชั่วโมง10 ชั่วโมง8 ชั่วโมง5 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส24 ชั่วโมง8 ชั่วโมง24 ชั่วโมง18 ชั่วโมง24 ชั่วโมง10 ชั่วโมง7 ชั่วโมง20 ชั่วโมง24 ชั่วโมง20 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุนaptX, AAC และ SBCSBC, AAC, AptXAACSBC, AACAACN/AN/AaptX, AACaptX, AAC และ SBCSBC
Wireless range10 เมตร10 เมตร10 เมตร10 เมตร10 เมตร10 เมตร10 เมตร10 เมตร30 เมตร10 เมตร
ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEEช้อปออนไลน์​ได้ที่​ Power Buyช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEEช้อปออนไลน์​ได้ที่​ Power Buyช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEEช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEEช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEEช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEEช้อปออนไลน์​ได้ที่​ Power Buyช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEE
ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEEช้อปออนไลน์​ได้ที่​ KING POWERช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEEช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​
….

แนะนำ 10 หูฟัง True Wireless หูฟังไร้สาย ยี่ห้อไหนดี เสียงดี เบสหนัก คมชัด

ต่อไปจะเป็นการแนะนำหูฟังแบบไร้สาย 10 อันดับนะครับ โดยทางทีมงานได้จัดอันดับจากการอ่านรีวิวและคะแนนของตัวผลิตภัณฑ์จากผู้ใช้งานจริง ไปดูกันดีกว่าว่ามีแบรนด์ไหนน่าสนใจบ้าง

….

▼▼ หูฟังไร้สาย Klipsch T5 True Wireless ▲▲

▼▼ หูฟังไร้สาย Klipsch T5 True Wireless ▲▲

….

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEE

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​

……..

เริ่มกันที่อันดับแรก ตกไปอยู่กับหูฟังตัวนี้ Klipsch T5 True Wireless เป็นหูฟังที่มาจากสหรัฐอเมริกา โดยอย่างแรกที่เห็นได้แบบเด่นชัดมากนั่นก็คือ ดีไซน์ของผลิตภัณฑ์ออกแบบได้ลงตัวมาก ๆ ราวกับ Love At First Sight กันเลยทีเดียว ด้วยตัวเคสทำมาจากอะลูมิเนียมเกรดดี สีเงินเด่นชัด ที่สลักชื่อแบรนด์ Klipsch และข้อความ ESTABLISHED 1946 USA ไว้ด้านหน้า ทำให้ดูเท่ ดูคูลสุด ๆ ส่วนหูฟังมีสีดำ ตัดกับตัวเคสได้ลงตัว พอมาร่วมกันแล้วทำให้หูฟังและเคส Klipsch T5 นี่ดู Retro หน่อย ๆ โดดเด่น แตกต่างออกมาจากหูฟังแบรนด์อื่น ดูไปเหมือนเคสของไฟแช็กตามหนัง Holly wood ที่พระเอกใช้จุดบุหรี่เหมือนกันนะครับ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวกันแบบสุด ๆ

นอกจากตัวดีไซน์จะโดดเด่นแล้ว เรื่องเสียงของ Klipsch T5  ก็ทำออกมาได้ดีเช่นกัน โดยที่ตัวหูฟังมาพร้อมด้วย Driver แบบไดนามิคขนาด 5 มม. ถึงแม้ว่าจะขนาดเล็กและมีแค่ตัวเดียว แต่ทาง Klipsch T5 ก็ดึงจุดเด่นของ Driver ออกมาได้อย่างเหนือชั้น เป็นหูฟังที่มีเสียงคุณภาพดีและมีความละเอียดแบบสุด ๆโดยเฉพาะเสียงเบสที่ทาง Klipsch T5 มั่นใจในตัวหูฟังมากกว่า เสียงเบสคมชัดลึกจริง ๆ พร้อมทั้งสนับสนุนรูปแบบเสียง aptX, AAC และ SBC อีกด้วย

ส่วนทางด้านแบตเตอรี่ทาง Klipsch T5 ก็ให้มาได้ในระดับที่ดีเลย โดยแค่เฉพาะของตัวหูฟังเองสามารถฟังเพลงได้นานถึง 8 ชั่วโมง และตัวเคสสามารถชาร์จไฟให้หูฟังได้อีก 24 ชั่วโมง ส่วนทางด้านฟังก์ชันเองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เริ่มกันที่การกันน้ำ หูฟัง Klipsch T5 สามารถกันน้ำได้ที่ระดับ IPX4 ใช้ในการออกกำลังกายได้ดี แค่ระวังอย่าให้โดนน้ำโดยตรงละกันครับ นอกจากนี้หูฟัง Klipsch T5 ยังมาพร้อมกับไมค์ข้างละสองตัว ช่วยในเรื่องของการพูดคุยและลดเสียงรบกวนภายนอก และยังสามารถใช้หูฟังแค่ข้างเดียวในการรับสายหรือฟังเพลง หรือจะใช้สองข้างก็ได้ ค่อนข้างอิสระในการเชื่อมต่อกันเลยทีเดียว

ราคาโดยประมาณ 3,990 บาท
น้ำหนักหูฟังข้างละ 5.5g
น้ำหนัก charging case 96.9g
การตอบสนองความถี่ 10-19,000Hz
แบตเตอรี่ของหูฟัง 8 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส 24 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุน aptX, AAC และ SBC
Wireless range 10 เมตร

บทสรุป

หูฟัง Klipsch T5 True Wireless เป็นหูฟังที่มีดีไซน์ได้เป็นเอกลักษณ์ โดนเด่นไม่เหมือนใคร เหมาะกับคนที่ต้องการความแตกต่าง ไม่ชอบซ้ำกับใคร เป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง และต้องการฟังเสียงเพลงที่มีคุณภาพ มีดีเทลโดยเฉพาะเสียงเบส

….

▼▼ หูฟังไร้สาย Sennheiser Momentum True Wireless ▲▲

▼▼ หูฟังไร้สาย Sennheiser Momentum True Wireless ▲▲

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ Power Buy

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​

……..

แบรนด์ Sennheiser เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากในวงการเครื่องเสียง ขึ้นชื่อว่าแบรนด์จากเยอรมัน มั่นใจได้เลยในตัวสินค้าว่ามีคุณภาพอย่างแน่นอน และตอนนี้ทาง Sennheiser เองก็ได้ลงมาเล่นในวงการหูฟังไร้สายเช่นกัน ไปพบกับ Sennheiser Momentum True Wireless ที่ทางแบรนด์ได้ทำการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน

โดยที่ตัวหูฟังอาจจะดูหน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ระบบภายในจัดเต็มไปด้วยคุณภาพ ตัวเคสดูแปลกตาด้วยเป็นผ้าคานวานสีเทาด้านนอก ไม่เหมือนแบรนด์อื่น ที่จะเป็นอะลูมิเนียมไม่ก็พลาสติก ขนาดของตัวเคสก็ไม่ใหญ่มากมายนัก สามารถวางบนฝ่ามือได้สบาย พกพาง่ายสะดวก ส่วนในเรื่องคุณภาพของเสียงหูฟังนั้น ตัว Driver มาด้วยเทคโนโลยี Sennheiser’s Audiophile Driver แบบไดนามิก ที่ทาง Sennheiser เคลมมาว่าให้คุณภาพเสียงที่คมชัดและมีรายละเอียดครบถ้วนของเสียงมากที่สุด ให้การฟังเพลงที่เหนือระดับขึ้นไปอีก

ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อสัญญาณ Bluetooth มาด้วยเวอร์ชั่น 5.0 และสนับสนุนเสียงแบบ SBC, AAC, aptX มั่นใจได้ว่าเมื่อหูฟังเชื่อมต่อกับมือถือ สัญญาณและเสียงเพลงไม่ขาดหาย ฟังลื่นไหลไม่มีสะดุด ส่วนทางด้านแบตเตอรี่ของ Sennheiser ทำออกมาได้ค่อนข้างในระดับที่พอใช้ เฉพาะตัวหูฟังเมื่อชาร์จเต็ม สามารถฟังเพลงได้นาน 4 ชั่วโมง และตัวเคสสามารถสำรองพลังงานได้ 8 ชั่วโมง สามารถชาร์จหูฟังได้สองรอบ ถ้าเทียบเรื่องแบตเตอรี่กับแบรนด์อื่นแล้ว หูฟังของ Sennheiser มีจำนวนชั่วโมงการใช้งานที่ค่อนข้างน้อย

ด้านฟังก์ชันการใช้งาน ก็มีอยู่ครบ ไม่ว่าจะใช้พูดคุยรับสาย โทรออกได้ มีการกันน้ำที่ระดับ IPX4 ถือว่ากันได้ดี ใช้ในยิมและระหว่างการออกกำลังกายได้  และยังสามารถลด เพิ่มเสียงได้ที่หูฟังโดยตรงได้เลย โดยการแตะค้างที่ตัวหูฟังด้านขวา จะเป็นการเพิ่มเสียง ส่วนด้านซ้ายจะเป็นการลดเสียง อีกทั้งตัวหูฟังมาพร้อมกับ Smart Control App ที่ช่วยในการปรับแต่งค่าต่าง ๆ ของตัวหูฟังได้อย่างง่ายดาย

ราคาโดยประมาณ 10,000 – 12,000 บาท
น้ำหนักหูฟังข้างละ 6.6g
น้ำหนัก charging case 56.6g
การตอบสนองความถี่ 5-21,000 Hz
แบตเตอรี่ของหูฟัง 4 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส 8 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุน SBC, AAC, AptX
Wireless range 10 เมตร

บทสรุป

หูฟังจากทางฝั่งเยอรมันตัวนี้ได้รับการโหวตจากชาวเน็ตว่า เป็นหูฟังที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด เหมาะกับคนที่อยากได้หูฟังไร้สายที่ชอบฟังเพลงแบบเน้นความละเอียดขั้นสุด แต่เนื่องจากขนาดของหูฟังที่เล็ก การที่จะทำให้เสียงมีคุณภาพได้ จึงต้องใส่วัสดุและเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าไปทดแทน ทำให้ราคาหูฟังตัวนี้แพงมาก ไม่เหมาะกับมือใหม่หัดเล่น เหมาะกับคนที่มีเงินเหลือเฟือละอยากได้ของเล่นใหม่ ๆ มากกว่าครับ

….

▼▼ หูฟังไร้สาย Apple AirPods Pro ▲▲

▼▼ หูฟังไร้สาย Apple AirPods Pro ▲▲

….

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEE

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​

……..

มาถึงตัวหูฟังจากแบรนด์ดังระดับโลกกันสักที กับแบรนด์ Apple ที่เวลามีการออกนวัตกรรมอะไรใหม่ ๆ ทั่วทั้งโลกต่างก็ให้ความสนใจกันทั้งนั้น ยังคงจำกับตัวหูฟัง Wiressless ไร้สายตัวแรกของ Apple ได้หรือไม่ ที่ตอนนั้นคนทั่วโลกต่างวิจารณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ทำออกมาได้ยังไงไม่มีสายอะไรเลย ดีไซน์ไม่ค่อยสวย

แต่ทาง Apple หาได้สนใจไม่ กลับกลายเป็นว่าเป็นสินค้าขายดีเกินคาด จนเป็นตัวต้นแบบให้กับแบรนด์อื่น ๆ ได้มาทำหูฟังแบบไร้สายกันทั่วท้องตลาดในขณะนี้ และยิ่งไปกว่านั้นชาวเน็ตส่วนใหญ่ต่างก็พูดกันว่า เป็นหูฟังที่ซื้อมาแล้วคุ้มค่า เพราะการไม่มีสายนี่เอง ทำให้ทาง Apple ได้ทำการพัฒนาหูฟังมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันนี้กับรุ่นที่สาม พบกับ Apple AirPods Pro ที่เพิ่งประกาศตัวไปไม่นานมานี้ เมื่อวันที่ 28 เดือนตุลาคม ปี 2019

Apple ได้ทำการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ แต่ยังคงกลิ่นอายแบบเดิม ๆ ที่ยังคงสไตล์สีขาวล้วน และไม่มีสีอื่นให้เลือกด้วย มาคราวนี้หูฟังยังคงคอนเซ็ปดีไซน์แบบมีก้านยาวลงมาแต่ไม่เหมือนกับรุ่นแรกหรือรุ่นสอง ตัวรุ่น Pro ได้ปรับความยาวของก้าน และเพิ่มประสิทธิภาพของเสียงและไมค์ ทำให้คุณภาพเสียงดีกว่าเดิม คุยได้คมชัดมากยิ่งขึ้น ตัวหูฟังคราวนี้ทำมาแบบ In-ear ที่สามารถปรับขนาดของปลายหูฟังได้สามระดับ เล็ก กลาง และ ใหญ่ ตามขนาดรูหู  ตัวเคสทำมาคล้าย ๆ เดิม ยังคงเป็นแบบมุมโค้งเว้า แต่ไม่ได้เป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสแล้ว มาคราวนี้เป็นแบบทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าดูแปลกตาไปอีกแบบ 

ทางด้านคุณภาพเสียง คราวนี้ Apple มั่นใจมากกว่าเดิม มาพร้อมกับ Driver แบบ High-Excursion ที่เป็นแบบเฉพาะของทาง Apple ที่ทาง Apple เคลมว่า ตัวนี้ให้คุณภาพเสียงที่ดีมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม ๆ แบบก้าวกระโดด และตัว Apple AirPods Pro รุ่นนี้มีระบบ Noise Cancellation ที่ดีกว่าเดิม ช่วยกันการรบกวนจากเสียงภายนอกได้ดีมาก และมาพร้อม Chip Apple H1 กับ Bluetooth เวอร์ชัน 5.0 เหมือนของ PowerBeats Pro ที่ช่วยในการเชื่อมต่อสำหรับมือถือ iPhone และอุปกรณ์ในเครือของ Apple 

ด้านแบตเตอรี่ก็ทำออกมาได้โอเค โดยตัวหูฟัง สามารถฟังเพลงได้นาน 4.5 ชั่วโมง และตัวเคสสามารถชาร์จไฟให้หูฟังได้อีก 24 ชั่วโมง ทางด้านฟังก์ชันเอง Apple ก็จัดมาไม่น้อยหน้าเช่นกัน เริ่มที่การกันน้ำแบบ IPX 4 กันเหงื่อได้ดี และมีการควบคุมโดยตรงที่หูฟังได้เลย โดยที่การบีบหนึ่งครั้งเพื่อที่จะหยุดพัก เล่นเพลง หรือรับสายได้ บีบสองครั้งจะข้ามไปเพลงถัดไป หรือข้ามไปข้างหน้า บีบสามครั้งจะย้อนไปข้างหลัง และการบีบค้างเพื่อสลับโหมดระหว่างเสียงภายนอกและโหมดตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ การเชื่อมต่อกับ Siri ก็ทำได้ดี ถ้าเป็นคนชอบการสั่งงานกับ Siri จะเป็นอะไรที่เหมาะเจาะลงตัวมาก

ราคาโดยประมาณ 9,500 บาท
น้ำหนักหูฟังข้างละ 5.4g
น้ำหนัก charging case 45.6g
การตอบสนองความถี่ n/a
แบตเตอรี่ของหูฟัง 4.5 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส 24 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุน AAC
Wireless range 10 เมตร

บทสรุป

หูฟัง Apple AirPods Pro นี่สำหรับสาวก Apple อย่างแน่นอน ถ้ายิ่งเคยใช้หูฟัง Airpod รุ่น 1 และ 2 แล้ว รุ่นสามจะตอบโจทย์ทุกอย่างได้ดียิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะคุณภาพเสียง การเชื่อมต่อสัญญาณ และแน่นอนว่าราคาก็แพงกว่าเดิมอีกด้วย อีกทั้งเป็นหูฟังที่ชาวเน็ตต่างโหวตว่า เป็นหูฟังที่ใช้งานที่ง่ายที่สุด และแน่นอนว่าหูฟังตัวนี้ ฝั่ง Andriod ไม่สามารถนำมาใช้งานได้

….

▼▼ หูฟังไร้สาย Sony WF-1000XM3 True Wireless Earbuds ▲▲

▼▼ หูฟังไร้สาย Sony WF-1000XM3 True Wireless Earbuds ▲▲

….

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ Power Buy

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEE

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​

……..

หูฟัง Sony WF-1000XM3 ด้วยชื่อเสียงที่มีมานานของ Sony ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม Sony ถึงได้ติดอันดับต้น ๆ ตัวหูฟังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Noise Cancellation ที่ทาง Sony เคลมว่า เป็นหูฟังแบบไร้สายที่สามารถกันเสียงรบกวนภายนอกได้ดีสุดในตอนนี้ ” Industry Leading Noise Cancellation ” มาพร้อมด้วยดีไซน์แบบคลาสสิก แต่ยังคงดูทันสมัย เรียบหรู ตรงกับคำว่า Less Is More มาก ๆ มีแบบสีดำและสีเงิน ให้เลือกสรร ตัวหูฟังเป็นแบบ In-ear ที่มีพื้นผิวยางแรงเสียดทานสูง ที่เวลาใส่แล้วจะกระชับกับหูของคุณพอดี หลุดได้ยาก และตัวยางยังช่วยปกกันเสียงรบกวนภายนอกอีกด้วย

ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงก็ทำออกมาได้ดี ด้วยตัว Driver ที่มีขนาดแค่ 6mm แต่ถึงจะเล็ก ทาง Sony เคลมว่า รุ่นนี้มีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม ให้เสียงดังฟังชัด และทรงพลัง อีกทั้งยังเสริมเทคโนโลยีด้วย DSEE HX (Digital Sound Enhancement Engine) ที่ทาง Sony กล่าวว่าช่วยยกระดับไฟล์เพลงดิจิตอลที่ถูกบีบอัด ให้มีคุณภาพและความละเอียดของเสียงที่สูงมากขึ้น

ไปดูกันที่แบตเตอรี่บ้าง ตัวหูฟัง Sony WF-1000XM3 เองนั้นเมื่อชาร์จเต็ม สามารถใช้ฟังเพลงได้ถึง 6 ชั่วโมง อาจจะไม่ได้นานเท่าหูฟังไร้สายแบรนด์อื่นแต่ 6 ชั่วโมงนี้ก็ถือว่าเยอะมากพอแล้ว อีกทั้งตัวเคสสามารถชาร์จเก็บพลังงานได้ถึง 18 ชั่วโมง แค่มีหูฟังกับเคสก็สามารถฟังเพลงได้ทั้งวันเลยทีเดียว

มาพูดถึงตัวฟังก์ชันกันบ้าง ขอบอกเลยว่า หูฟัง Sony WF-1000XM3 นี่มีฟังก์ชันหลากหลายที่น่าสนใจจริง ๆ ไปเริ่มกันเลยที่ การวางนิ้วเหนือหูฟังเพื่อลดเสียงโดยตรงได้เลย ไม่ต้องลดกับมือถือ ถือว่าสะดวกมากเมื่อต้องการจะลดระดับเสียงลง การถอดหูฟังออกหนึ่งข้างแล้วเพลงจะหยุดลงชั่วคราว เพราะตัวเซนเซอร์ของหูฟังสามารถตรวจจับได้ว่า กำลังสวมข้างเดียวหรือสองข้าง พอคราวนี้ใส่กลับมาใส่อีกครั้ง เพลงก็จะดำเนินเล่นต่อทันที และตัวที่เด่นที่สุดคือ Sense Engine ที่ทาง Sony เคลมว่า แอป Sony Headphones Connect เป็นสมาร์ตฟังก์ชันที่สามารถควบคุมเสียงให้ปรับตัวไปตามสถานการณ์รอบข้างของคุณได้ เช่น ระหว่างรอคอย ตัวหูฟังจะปรับสภาพทำให้คุณยังสามารถได้ยินเสียงประกาศได้ เป็นต้น

ราคาโดยประมาณ 8,990 บาท
น้ำหนักหูฟังข้างละ 8.5g
น้ำหนัก charging case 70g
การตอบสนองความถี่ 20-20,000 Hz
แบตเตอรี่ของหูฟัง 6 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส 18 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุน SBC, AAC
ระยะการรับส่งสัญญาณ 10 เมตร

บทสรุป

หากคุณต้องการหูฟังไร้สายที่มีคุณภาพเสียงที่ดีและการป้องกันเสียงรบกวนภายนอกที่ดีเยี่ยม ต้องตัวนี้เลย Sony WF-1000XM3 เป็นหูฟังที่ได้รับการโหวตว่า มี Noise Cancellation ที่ดีที่สุด และตัวหูฟังมาพร้อมกับเทคโนโลยีและฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ที่ตอบโจทย์ในเรื่องของการฟังเพลงในชีวิตประจำวัน  แต่ตัวหูฟังกันน้ำได้ไม่ดี ไม่เหมาะสำหรับใช้ในการออกกำลังกาย และมีราคาที่ค่อนข้างสูง

….

▼▼ หูฟังไร้สาย Powerbeats Pro ▲▲

▼▼ หูฟังไร้สาย Powerbeats Pro ▲▲

….

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEE

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ KING POWER

…..

มาถึงกับแบรนด์ดังที่ส่วนใหญ่น่าจะเคยได้ยินชื่อกันมาแล้ว กับแบรนด์ Beats แบรนด์พันธมิตรกับ Apple นั้นเอง โดยที่ Beats เป็นแบรนด์ที่เด่นมากในเรื่องดีไซน์ของ Headphone ที่ทำออกมาได้มีเอกลักษณ์ ดูเท่ ออกแนวสตรีท เป็นหูฟังแฮดโฟนที่ดังมากในอเมริกา วัยรุ่นอเมริกันชอบใช้กันมาก ใส่หูฟังรุ่นนี้เดินตามท้องถนนเต็มไปหมด

ทาง Beats เองได้เล็งเห็นถึง ตลาดของหูฟังไร้สายว่าขยายตัวมากขึ้น ก็เลยลงมาเล่นในตลาดนี้บ้าง โดยส่งหูฟัง Powerbeats Pro มาตีตลาด ด้วยดีไซน์ที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เริ่มที่ตัวหูฟังแบบ In-ear มีตราสัญลักษณ์ตัว b ติดที่หูฟัง บ่งบอกถึงแบรนด์ Beats ได้เป็นอย่างดี และมีตัวสายไว้เกี่ยวคล้องกับใบหู ช่วยป้องกันการหลุด และตกลงพื้น มาพร้อมด้วยสีดำสนิททุกส่วน ร่วมถึงเคสด้วย เป็นสีดำด้าน ดูเรียบหรูคลาสสิก ถ้าไม่ชอบสีดำ ทาง Beats เองก็มีสีสันให้เลือกเพิ่มเติมอีกสามสี ขาว เขียวขี้ม้า และสีน้ำเงินเนวี่ ให้เลือกอีกด้วย 

ส่วนด้านคุณภาพเสียงตัวหูฟัง Powerbeats Pro จัดมาด้วย Driver แบบ Piston Driver ที่เป็นการผสมกันของ Driver แบบไดนามิก ทาง Beats บอกต่อด้วยว่า Driver  ลักษณะนี้ให้เสียงที่มันส์ฟังชัด เน้นบีทแบบแน่น ๆ ถ้าชอบฟังเพลงแนว EDM หรือ Dance ละก็ได้ ตัวหูฟังนี้ตอบโจทย์สุด ๆ ฟังเพลงมันส์แน่นอน และเชื่อมต่อด้วย Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 และ ทางBeats ได้ใส่ Chip Apple H1 ที่ช่วยในการเชื่อมต่อ ทำให้หูฟังตัวนี้เชื่อมต่อได้ดีกับฝั่ง iPhone ดีกว่าฝั่ง Andriod คุณภาพเสียงและสัญญาณจะคมชัดกว่า 

คุณภาพของแบตเตอรี่ก็ทำออกมาได้เป็นอย่างดี  ตัวหูฟังสามารถเล่นเพลงได้ยาวนานถึง 9 ชั่วโมง และตัวเคสให้พลังงานเพิ่มอีก 24 ชั่วโมง ตัวเคสอาจจะเก็บพลังงานได้ไม่เยอะเท่าแบรนด์อื่น แต่แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานในหนึ่งวัน ส่วนด้านฟังก์ชันแน่นอนว่าทาง Beats ได้ใส่มาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการกันน้ำ IPX4 ที่ช่วยกันเหงื่อได้ดี ซึ่งทาง Beats เคลมว่า หูฟังตัวนี้เป็นหูฟังที่ตอบโจทย์สำหรับใช้ในการออกกำลังกายมากที่สุด

และตัวหูฟังยังสามารถแยกการทำงานจากกันได้ด้วย สามารถฟังเพลงข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ อีกทั้งยังสามารถปรับเพิ่มลดเสียงได้ที่หูฟังโดยตรงเลย สะดวกสบายยิ่งขึ้น และพิเศษตรงที่ถ้ากดค้างตรงตัว b โลโก้ของแบรนด์ที่หูฟัง จะเป็นการกันไม่ให้มีสายโทรเข้ามาได้ เพื่อความต่อเนื่องในการออกกำลังกายและการใช้งาน

ราคาโดยประมาณ 8,000-9,000 บาท
น้ำหนักหูฟังข้างละ 10.5g
น้ำหนัก charging case 109g
การตอบสนองความถี่ n/a
แบตเตอรี่ของหูฟัง 9 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส 24 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุน AAC
Wireless range 10 เมตร

บทสรุป

หูฟังตัวนี้เหมาะสำหรับคนที่ใช้มือถือ iPhone เนื่องด้วยการเชื่อมต่อที่ง่าย และ Chip Apple H1 ที่เพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นหูฟังที่เหมาะกับผู้ที่ชอบเข้ายิม ออกกำลังกาย หรือชอบวิ่งฟังเพลงตามสวนสาธารณะหรือท้องถนน  และมาพร้อมด้วยเสียงบีทที่หนักแน่น ใครสาย EDM สาย Dance ต้องไม่พลาดกับหูฟังรุ่นนี้

….

▼▼ หูฟังไร้สาย Bose SoundSport Free ▲▲

▼▼ หูฟังไร้สาย Bose SoundSport Free ▲▲

….

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEE

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​

……..

Bose เป็นแบรนด์มีชื่อเสียงในฐานะผู้ผลิตเครื่องเสียงที่มีคุณภาพมาอย่างยาวนาน หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว คราวนี้ทาง Bose ลงมาเล่นตลาดของหูฟังไร้สายกันบ้าง โดยส่งหูฟัง Bose SoundSport Free เข้าประกวด มาพร้อมกับดีไซน์ในรูปแบบเรียบง่าย ดูแข็งแรง เน้นการใช้งาน

โดยที่หูฟังเป็นแบบ In-ear ทางเอ็นจิเนียร์ของ Bose ได้ออกแบบให้ตรงปลายหูฟังด้วยเทคโนโลยี StayHear+ Sport ที่ทาง Bose เคลมว่าจะช่วยกระชับปลายหูฟังในรูหู และเพิ่มคุณภาพของเสียงที่ได้ยิน อีกทั้งจะมีตัวครีบไว้ติดกับที่ใบหูด้านนอกชั้นในช่วยซัพพอร์ตไม่ให้หูฟังตกหล่น ด้านสีสันมีสีให้เลือกอยู่สามสี คือ ดำ น้ำเงิน และส้มสว่าง โดยที่ตัวหูฟังและตัวเคสจะมีสีเดียวกัน ทำให้ภาพโดยรวมมองดูแล้วไม่ขัดตา

ด้านคุณภาพเสียงของ Bose จากชื่อเสียงและความชำนาญในวงการหูฟัง มั่นใจได้ว่าเสียงจากหูฟัง Bose SoundSport Free นั้นมีคุณภาพดีอย่างแน่นอน ยิ่งขา Dance และสาวก EDM ทั้งหลายต้องถูกใจเป็นพิเศษเพราะเสียงดีเทลเด่นชัด บีทมาเป็นลูก ๆ กันเลยทีเดียว

ไปดูด้านแบตเตอรี่ของหูฟัง Bose SoundSport Free กันบ้าง โดยที่ตัวหูฟังสามารถเล่นเพลงต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมง และตัวเคสจะช่วยชาร์จได้อีก 10 ชั่วโมง คือ สามารถชาร์จหูฟังได้สองรอบ รวมทั้งหมดแล้วได้ที่ 15 ชั่วโมง ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างน้อยกว่ามาตรฐานที่ส่วนใหญ่ประมาณ 20 ชั่วโมง

ส่วนด้านฟังก์ชันมีฟังก์ชันพื้นฐานอยู่ครบ โดยการกันน้ำนั้นอยู่ที่ IPX 4 กันเหงื่อได้ดีเลยทีเดียว ตัวหูฟังสามารถปรับเพิ่มลดเสียงได้ที่ตัวมันเอง สะดวกสบายและง่ายโดยที่ไม่ต้องไปปรับที่มือถือ และ Bose SoundSport Free มาพร้อมตัวแอป The Bose Connect App ที่ช่วยให้การจัดการและตั้งค่าต่าง ๆ ได้สะดวกและจบได้ในแอปเดียว และตัวแอปยังใช้ค้นหาตำแหน่งของหูฟังได้ด้วย ไม่ต้องกลัวทำหายกันเลย

ราคาโดยประมาณ 11,000 บาท
น้ำหนักหูฟัง 9g
น้ำหนัก charging case 80g
การตอบสนองความถี่ n/a
แบตเตอรี่ของหูฟัง 5 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส 10 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุน n/a
Wireless range 10 เมตร

บทสรุป

ทาง Bose เองได้ออกแบบตัวหูฟังรุ่นนี้ขึ้นมาเพื่อเน้นกลุ่มนักกีฬาโดยเฉพาะ เป็นหูฟังที่เหมาะสำหรับใช้ระหว่างเข้ายิมและออกกำลังกาย พร้อมทั้งการกันเหงื่อและน้ำระดับ IPX4 มั่นใจได้ว่าหูฟังไม่เสียจากน้ำแน่นอน แต่เวลาสวมใส่แล้วจะรู้สึกอึดอัดที่ตรงหูซักนิด และด้วยราคาที่แพงมาก ไม่เหมาะกับมือใหม่ที่กำลังอยากลองซื้อหูฟังไร้สายมาใช้ ไปลองเริ่มเล่นจากตัวอื่นจะดีกว่า

….

▼▼ หูฟังไร้สาย Samsung Galaxy Buds ▲▲

▼▼ หูฟังไร้สาย Samsung Galaxy Buds ▲▲

….

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEE

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​

……..

อันดับก่อนหน้าเจอหูฟังแบรนด์ Apple ไป มาคราวนี้ตาของฝั่งคู่แข่งกันบ้าง กับหูฟังของ Samsung Galaxy ที่ทำออกมาเอาใจผู้ใช้มือถือซัมซุง โดยมีดีไซน์ที่เน้นถึงเรื่องใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ต้องพกพาติดตัวได้ง่าย โดยที่ตัวหูฟังทำมาเป็นแบบ In-ear สีดำล้วน ปลายหูฟังมีที่ให้ใส่ซิลิโคนที่ทางซัมซุงให้มาสามขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ ปรับได้ตามขนาดของรูหู

ตัวเคสเป็นแบบตลับเปิดปิดสีดำล้วนเช่นกัน ส่วนใหญ่ดีไซน์จะเป็นแบบเรียบ ๆ Minimal เน้นให้ง่ายเข้าไว้ แต่ถ้าไม่ชอบสีดำ ทางซัมซุงยังมีสีขาวและสีเหลืองให้เลือกกันอีกด้วย ปกติจะไม่ค่อยเห็นสีเหลืองเท่าไรนัก ส่วนใหญ่จะเป็นในแนวโทนไม่ขาว ก็ดำ กับเทา ซะมากกว่า

ส่วนในเรื่องของคุณภาพเสียงทางซัมซุงเคลมว่า ได้ใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงของ AKG ช่วยปรับจูนตัว Driver  แบบไดนามิกของ Galaxy Buds เพื่อให้ได้เสียงที่มีคุณภาพและความละเอียดสูง สามารถฟังเพลงได้ชัด ไม่มีดีเทลตกหล่นอย่างแน่นอน และมาพร้อมกับการเชื่อมต่อ Bluetooth เวอร์ชัน 5.0 ที่มั่นใจได้ในเรื่องของสัญญาณว่ามีการเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลา

ด้านแบตเตอรี่ หูฟังรุ่นนี้ก็ทำออกมาได้มาตรฐาน โดยที่ตัวหูฟังเมื่อชาร์จพลังงานเต็ม จะสามารถฟังเพลงได้ยาวนานถึง 6 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับขนาดหูฟังขนาดเล็กด้วยกัน ถือว่าเป็นทำออกมาได้ดี ส่วนตัวเคสทำออกมาได้น่าผิดหวังที่สามารถชาร์จพลังงานได้เพียงแค่ 7 ชั่วโมง คือ สามารถชาร์จไฟให้ตัวหูฟังได้แค่รอบเดียวเท่านั้น ไม่เหมือนแบรนด์อื่นที่ตัวเคสสามารถเก็บพลังงานได้อย่างน้อย 20 ชั่วโมง

แต่ตัวหูฟังตัวนี้พิเศษตรงที่ สามารถนำ Samsung Galaxy Buds ไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของซัมซุงตัวอื่นที่สามารถแบ่งปันพลังงานแบบไร้สายได้ ทำให้สามารถชาร์จหูฟังจาก มือถือได้ด้วย เป็นอะไรที่น่าสนใจดีเหมือนกันครับ ส่วนด้านฟังก์ชันก็แน่นอนว่าทางซัมซุงได้มีการใส่ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพูดคุยรับสายโดยใช้หูฟังที่มีไมค์คู่ช่วยปรับ เสียงตามสภาพหน้างานและป้องกันเสียงรบกวน ทำให้การพูดคุยลื่นไหลได้ยินเสียงดังฟังชัด แต่ในเรื่องของการกันน้ำ ตัวหูฟัง Samsung Galaxy Buds มีมาตรฐานแค่ IPX2 เท่านั้น อาจจะกันเหงื่อกันน้ำได้แค่ในระดับหนึ่ง

ราคาโดยประมาณ 5,000 บาท
น้ำหนักหูฟังข้างละ 6g
น้ำหนัก charging case 40g
การตอบสนองความถี่ n/a
แบตเตอรี่ของหูฟัง 6 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส 7 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุน n/a
Wireless range 10 เมตร

บทสรุป

หูฟังตัวนี้ Samsung Galaxy Buds เหมาะกับคนที่ใช้มือถือซัมซุงอย่างไม่ต้องสงสัน เพราะมีการเชื่อมต่อที่ง่ายและรวดเร็ว มีแอปให้จัดการตั้งค่าต่าง ๆ ได้สะดวก ตรงใจผู้ใช้ แต่การกันน้ำไม่ค่อยดี และจำนวนแบตเตอรี่ที่ให้มาของเคสก็น้อยไปนิด แต่ยังมีข้อดีที่สามารถนำหูฟังไปชาร์จกับมือถือที่สามารถแบ่งพลังงานโดยตรงได้ ถือว่าสะดวกไปอีกแบบ

….

▼▼ หูฟังไร้สาย Creative Outlier Air ▲▲

▼▼ หูฟังไร้สาย Creative Outlier Air ▲▲

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEE

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​

……..

แบรนด์ Creative เป็นแบรนด์ที่มีสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์ IT ที่หลากหลาย และส่วนใหญ่จะเป็นเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดเสียง เช่น Speakers, Headphones เป็นต้น แน่นอนว่าทาง Creative เองก็ได้พัฒนาตัวหูฟัง Wireless ไร้สายของตัวเองขึ้นมาเพื่อเข้ามาแข่งขันในตลาดหูฟังไร้สาย พบกับ Creative Outlier Air ที่ทาง Creative ภูมิใจนำเสนอ

ด้วยดีไซน์ทำได้ออกมาดูเรียบง่าย แต่มีประโยชน์ใช้สอยได้อย่างลงตัว ตัวหูฟังเป็นแบบ in-ear สีดำ ที่มาพร้อมด้วยปลายหูซิลิโคนแบบนิ่ม ให้ความสบายเวลาใส่เข้าไปในรูหู และเพียงแค่บิดเบา ๆ ให้แน่น เท่านี้ก็สามารถป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้เกือบ 100% ส่วนตัวเคสก็มีสีดำเช่นกัน มีไฟ LED คอยบอกสถานะพลังงาน เวลาเปิดเคสไม่ได้เปิดเหมือนแบรนด์ทั่วไปที่เปิดแบบดันขึ้น แต่ตัวนี้จะเป็นแบบดันออกด้านข้าง ให้ความรู้สึกที่แปลกออกไปเช่นกัน และตัวหูฟังของทาง Cretive เองจะมีสองสีให้เลือก คือ สีดำและสีทองแชมเปียน โดยที่ตัวสีทองจะราคาแพงกว่า มีคุณสมบัติมากกว่าตัวสีดำ

ทางด้านคุณภาพเสียงของ Creative Outlier Air ตัวนี้จัดมาด้วย Driver ขนาด 5.6 มม. ทำมาด้วยวัสดุแกรฟีนที่เป็นวัสดุนาโนที่บางและมีความแข็งกว่าแผ่นกระดาษ แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กและเป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดีกว่าทองแดง อีกทั้งยังใช้พลังงานน้อยแต่ให้คุณภาพเสียงที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเสียงกลางหรือเสียงเบส มั่นใจในความคมชัดของเสียงได้เลย มาพร้อมกับระบบ Bluetooth 5.0 ที่สนับสนุนเสียงแบบ aptX และ AAC การเชื่อมต่อไม่มีสะดุดและเสียงไม่ขาดหายแน่นอน

แล้วทางด้านแบตเตอรี่ของทาง Creative Outlier Air ก็ทำออกมาได้ดี โดยที่แค่จากตัวหูฟังเอง สามารถฟังเพลงได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ขับรถฟังเพลงจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ได้สบาย ๆ ส่วนตัวเคสก็สามารถชาร์จไฟให้หูฟังได้ถึง 20 ชั่วโมง ชาร์จไฟให้หูฟังได้สองรอบ และตัวหูฟังนี้มาพร้อมกับการกันน้ำ IPX5 ช่วยในการกันเหงื่อได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับใช้ระหว่างออกกำลังกายอีกด้วย

ราคาโดยประมาณ 3,000 บาท
น้ำหนักหูฟังข้างละ 5.5g
น้ำหนัก charging case 54g
การตอบสนองความถี่ N/A
แบตเตอรี่ของหูฟัง 10 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส 20 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุน aptX, AAC
Wireless range 10 เมตร

บทสรุป

หูฟัง Creative Outlier Air เป็นหูฟังที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในอินเทอร์เน็ต มีคะแนนรีวิวที่สูงมากตามเว็บไซต์กูรูด้านหูฟัง และยังได้รับการโหวตให้เป็น หูฟัง Best All Around ที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด เมื่อเทียบกับปัจจัยทางด้านคุณภาพและราคาที่ไม่แพงเลย ตอบโจทย์มาก ๆ สำหรับคนที่อยากจะลองเริ่มเล่นหูฟังไร้สายที่ไม่อยากให้กระเป๋าตังค์แฟบมากนัก

….

▼▼ หูฟังไร้สาย Cambridge Audio Melomania 1 ▲▲

▼▼ หูฟังไร้สาย Cambridge Audio Melomania 1 ▲▲

….

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ Power Buy

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEE

……..

แบรนด์ Cambridge Audio เป็นแบรนด์จากอังกฤษ มีประวัติมายาวนาน และมีชื่อเสียงสำหรับเครื่องเสียงแบบ High-end ถ้าชอบเล่นเครื่องเสียง น่าจะเคยได้ยินชื่อแบรนด์นี้กันมาบ้างแล้ว ตอนนี้ทางแบรนด์ได้ลงมาเล่นในวงการหูฟังแบบไร้สายด้วย หูฟังรุ่นนี้เป็นหูฟังที่ทาง Cambridge ออกแบบมาได้แบบกะทัดรัด เล็ก พกพาได้สะดวก หูฟังมีน้ำหนักเบาสุด ๆ เพียงแค่ข้างละ 4.6 กรัม ตัวดีไซน์ดูทันสมัยมาก มีสองสีคือดำและขาว ตัวเคสมีไฟ LED ที่ค่อยบอกระดับพลังงานสำรอง ทำให้เช็คได้เลยว่า ต้องใกล้ชาร์จหรือยัง

สำหรับคุณภาพเสียงของ Melomania 1 ทางแบรนด์กล่าวว่าด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานมากถึง 50 ปี และ การันตีด้วย Award-Winning British Audio Engineering มั่นใจในเรื่องของคุณภาพเสียงได้อย่างแน่นอน มาพร้อมด้วย Driver Graphene Enhanced ขนาด 5.8 mm ที่ให้เสียงตั้งแต่เบสที่ลึกที่สุดไปจนถึงเสียงสูงด้วยความคมชัดอย่างไม่น่าเชื่อ มาพร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth เวอร์ชัน 5.0 และยังสนับสนุนรูปแบบเสียง aptX, AAC และ SBC ที่ตอบสนองทั้ง iPhone และ Android เมื่อฟังเพลงก็มั่นใจได้เลยว่าเสียงเพลงดัง ฟังชัด และมีดีเทล

ทางด้านแบตเตอรี่ แบรนด์ Cambridge Audio ก็อัดมาให้อย่างจุใจ โดยที่ตัวหูฟังเมื่อชาร์จเต็มจะสามารถฟังได้นานถึง 9 ชั่วโมง ส่วนตัวเคสก็ยังสามารถเก็บกักพลังงานได้นานถึง 36 ชั่วโมง ถ้ารวมกันทั้งหูฟังและเคสแล้ว ฟังได้นานถึง 45 ชั่วโมง ส่วนทางด้านฟังก์ชันเด่น ๆ คือ ทั้งตัวหูฟังและเคสสามารถกันน้ำได้ที่ IPX5 กันเหงื่อกันน้ำได้เป็นอย่างดี และฟังก์ชัน VOICE CALLS & ACTIVE NOISE CANCELLING ที่ช่วยให้การพูดคุยได้อย่างลื่นไหล ไม่โดนรบกวนจากเสียงภายนอก

ราคาโดยประมาณ 4,000 – 5,000 บาท
น้ำหนักหูฟังข้างละ 4.6g
น้ำหนัก charging case 37g
การตอบสนองความถี่ 10-19,000Hz
แบตเตอรี่ของหูฟัง 8 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส 24 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุน aptX, AAC และ SBC
Wireless range 30 เมตร

บทสรุป

Cambridge Audio Melomania 1 เหมาะสำหรับเพื่อน ๆ ที่เน้นความคุ้มค่า และชอบเสียงคุณภาพดี เน้นเสียงโดยเฉพาะ และแบตเตอรี่ที่ยาวนานมาก ถึง 9 ชั่วโมง ฟังเพลงวนไปครับ และราคาไม่แพงมากเท่ากับแบรนด์อื่น แต่ถ้าเทียบคุณภาพของหูฟังกับราคาแล้ว ถือว่าคุ้มมาก

….

▼▼ หูฟังไร้สาย RHA TrueConnect True Wireless Earbuds ▲▲

▼▼ หูฟังไร้สาย RHA TrueConnect True Wireless Earbuds ▲▲

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ SHOPEE

ช้อปออนไลน์​ได้ที่​ LAZADA​

……..

ตัวหูฟัง RHA TrueConnect มีคอนเซ็ปในการออกแบบที่เน้นสีเดียวทั้งตัวหูฟัง และตัวเคส อารมณ์แบบมินิมอล แต่ดูทันสมัย โดยที่ตัวหูฟังออกแบบมาเป็นแบบ In-ear แล้วมีก้านยื่นยาวลงมา คล้าย ๆ กับหูฟังของ Apple Airpods ทาง RHA กล่าวว่าเป็นการออกแบบแบบนี้คือ Stem Design ที่ตัวก้านจะช่วยในเรื่องของการรับสาย โทรออกให้เสียงพูดคุยฟังชัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนตัวเคสเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำมาจากอะลูมิเนียม ดูแปลกตาจากเคสของแบรนด์ทั่วไป พร้อมด้วยไฟ LED ที่ช่วยบอกปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่อยู่ในตัวเคส และสำหรับคนที่ไม่ชอบสีดำ ทาง RHA ยังมีอีกสองสีให้เลือกนั้นก็คือ สีขาว และสีน้ำเงิน

ส่วนทางด้านคุณภาพเสียง ทางหูฟัง RHA TrueConnect มาพร้อมกับตัว Driver ขนาด 6 mm แบบไดนามิก ที่ช่วยควบคุมคุณภาพของเสียงได้ออกมาอย่างดี สามารถขับเสียงทั้งเสียงเบส เสียงกลาง และเสียงสูงออกมาได้แบบคมชัด ไม่มีดีเทลตกหล่น แต่ตัวหูฟังสนับสนุนเสียงแบบ SBC เท่านั้น คุณภาพเสียงยังสู้แบรนด์อื่นที่รองรับ Aptx ไม่ได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ แค่รองรับ SBC ก็ให้เสียงออกมาได้ดีพอประมาณเช่นกัน

ทางด้านแบตเตอรี่ของ RHA ทำออกมาได้แบบโอเค โดยที่เฉพาะตัวหูฟัง สามารถฟังเพลงได้นาน 5 ชั่วโมง ส่วนตัวเคสสามารถเก็บพลังงานได้ที่ 20 ชั่วโมง และเด่นในเรื่องของการกันน้ำที่ IPX5 ทาง RHA กล่าวว่า ตัวหูฟังนี้เหมาะกับสายเข้าฟิตเนส ชอบใส่ในขณะออกกำลังกาย

ราคาโดยประมาณ 5,000 – 6,000 บาท
น้ำหนักหูฟัง 6.5g
น้ำหนัก charging case 78g
การตอบสนองความถี่ 20-20,000Hz
แบตเตอรี่ของหูฟัง 5 ชั่วโมง
แบตเตอรี่ของเคส 20 ชั่วโมง
รูปแบบเสียงที่สนับสนุน SBC
Wireless range 10 เมตร

บทสรุป

เรื่องคุณภาพเสียงอาจจะไม่ดีเด่นเท่าแบรนด์อื่น ๆ แต่ด้วยราคาที่ไม่แพงมากนัก ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้เริ่มต้นที่อยากลองใช้งานหูฟังไร้สาย True Wireless คุณภาพเสียงก็ดีพอประมาณ สามารถฟังเพลงได้นาน 5 ชั่วโมง ตัวเคสสามารถเก็บพลังงานได้ที่ 20 ชั่วโมง ถือว่าไม่ขี้เหร่เลยทีเดียว

การเลือกซื้อหูฟัง True Wireless ต้องดูที่อะไรบ้าง?

ตอนนี้ได้เห็นหูฟังไป 10 อันดับแล้วนะครับ ต่อไปจะเป็นการเลือกซื้อหูฟัง True Wireless ไร้สายที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องดูส่วนประกอบอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
….

ปริมาณของแบตเตอรี่

ปริมาณของแบตเตอรี่

หูฟัง True Wireless แบบเก่า ที่มีสายเชื่อมต่อกันระหว่างสองหู ปริมาณของแบตเตอรี่จะมีมากพอสมควรและสามารถชาร์จไฟเข้าหูฟังได้โดยตรง ในขณะที่หูฟัง True Wireless ไร้สายนั้น ตัวหูฟังไม่สามารถชาร์จไฟได้โดยตรงและปริมาณแบตเตอรี่ก็ไม่ได้มีมากเท่ากับหูฟังแบบเก่า โดยที่แค่เฉพาะตัวหูฟัง สามารถเล่นเพลงได้ติดต่อกันที่ 4-7 ชั่วโมง (แล้วแต่แบรนด์) แต่ความพิเศษอยู่ที่ ตัวหูฟังแบบไร้สาย จะมีเคสสำหรับเก็บหูฟังที่สามารถชาร์จพลังงานได้ด้วย เป็นเหมือน Power Bank ของตัวหูฟังนั้นเอง เพียงแค่ใส่หูฟังลงไปในเคส เท่านี้ก็ถือว่าได้ชาร์จไฟให้กับตัวหูฟังแล้ว โดยที่เคสส่วนใหญ่จะสามารถชาร์จไฟได้นาน 10-20 ชั่วโมง แล้วแต่แบรนด์

ดังนั้น ถ้าพกหูฟังและเคสไปพร้อมกัน จะสามารถฟังเพลงได้นานถึงเกือบ ๆ วันหรือมากกว่า 1 วัน โดยทั่วไปแล้วปริมาณแบตเตอรี่ของหูฟังแบบไร้สายของทุกแบรนด์นั้นก็ให้มาเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่ใช้งานหูฟังแบบหนักหน่วง ให้เลือกหูฟังของแบรนด์ที่มีค่าปริมาณแบตเตอรี่ที่มากแล้วสามารถทำงานได้หลายชั่วโมง

….

คุณภาพของเสียง

แน่นอนว่า หากตัดสินใจซื้อหูฟังมาก็ย่อมต้องการคุณภาพเสียงที่ดี ไม่ใช่เสียงเหมือนหูฟังอันละ 199 บาท ตามตลาดนัด ถ้าได้เสียงคุณภาพแบบนั้น คงจะหงุดหงิดน่าดู ไปดูกันดีกว่าครับว่า คุณภาพเสียงของหูฟังจะขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
….

การเชื่อมต่อ Bluetooth

การเชื่อมต่อ Blue tooth

เนื่องจากมือถือรุ่นใหม่ ๆ เริ่มที่จะตัดรูเสียบสำหรับหูฟังแบบมีสายออก ผลักดันให้หลายคนไปหาซื้อหูฟัง True Wireless มาใช้ และแน่นอนว่าหูฟังไร้สาย True Wireless ต้องเชื่อมต่อกับมือถือผ่านทาง Bluetooth เท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณภาพของเสียงส่วนหนึ่งก็จะมาจากการเชื่อมต่อ Bluetooth ยิ่ง Bluetooth เวอร์ชันสูง ๆ จะทำการเชื่อมสัญญาณได้ดีกว่าเวอร์ชันต่ำ ๆ ถ้าเคยฟังเพลงแล้วเสียงขาดหายนี่แหละครับ เป็นเพราะการเชื่อมต่อไม่ดี แต่ในปัจจุบันทางผู้ผลิตส่วนใหญ่จะใช้ Bluetooth เวอร์ชัน 5.0 กันแล้ว โอกาสเสียงเพลงติด ๆ ดับ ๆ ก็มีโอกาสเกิดได้น้อยลงแล้วครับ

และนอกจากเวอร์ชันของ Bluetooth แล้ว ยังมีเรื่องของค่าโอนถ่ายปริมาณข้อมูลเสียงไปมาระหว่างกันต่อวินาที หรือที่เรียกกันว่า Bit-rate มีหน่วยวัดเป็น kbps หรือ mbps การที่ Bit-rate มากย่อมแสดงว่าสามารถโอนถ่ายข้อมูลปริมาณเสียงได้มาก ทำให้ส่งถ่ายข้อมูลเสียงได้ครบระหว่างหูฟังและมือถือ ถ้าเสียงมาไม่ครบจะเกิดอาการที่เขาชอบเรียกกันว่า เพลงติด ๆ ดับ ๆ ครับ โดยที่การเชื่อมต่อสัญญาณนี้ จะเรียกกันว่า Bluetooth Codec ซึ่งจะมี 5 แบบด้วยกัน นั้นก็คือ SBC, AAC, aptX, aptX HD และ LDAC หูฟังและมือถือของแต่ละแบรนด์ก็จะสนับสนุนตัว Bluetooth Codec แตกต่างกันไป เช่น หูฟัง Sony WF-1000XM3 จะสนับสนุนเสียงแบบ SBC และ AAC เป็นต้น

สำหรับแบบ SBC จะเป็นเหมือนตัวพื้นฐานสำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ Bluetooth ทั่วไป ปริมาณ Bit-rate จะค่อนข้างต่ำกว่า Codec ตัวอื่น เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป ที่ไม่ต้องการความพิเศษอะไรมาก คุณภาพเสียงก็ตามมาตรฐานไม่มีอะไรโดดนเด่น และสามารถส่งสัญญาณได้ที่ 192-320 kbps

ส่วนแบบ AAC การเชื่อมต่อแบบนี้มี Bit-rate ที่ 250 kbps คุณภาพเสียงคล้าย ๆ กับระบบ MP3 ซึ่งค่อนข้างโบราณมากแล้ว ถ้าเทียบกับปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหูฟังและมือถือที่สนับสนุนการเชื่อมต่อแบบนี้จะมีคุณภาพเสียงที่แย่กว่าแบบอื่น เพราะส่วนใหญ่ทางผู้ผลิตเองก็จะใส่ความสามารถอื่น ๆ ลงไปในหูฟังด้วย เพื่อให้เสียงมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น เช่น Apple จะรองรับการเชื่อมต่อแบบ AAC เป็นต้น

ต่อไปเป็นแบบ aptX และ aptX HD สองตัวนี้จะคล้ายกัน แต่ aptX HD จะเป็นตัวที่พัฒนามาจาก aptX ให้ค่า Bit-rate ที่ดีกว่า ทำให้คุณภาพเสียงและการเชื่อมต่อที่ดีกว่า และตัว aptX HD นี่เอง จะพบได้ในหูฟังรุ่นใหม่ ๆ โดยที่ค่า Bite-rate ของ aptX อยู่ที่ 352kbps และ aptXD อยู่ที่ 576kbps เป็นแบบที่ทางทีมงานแนะนำให้ทุกคนเลือกซื้อมากที่สุด เพื่อการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพเสียงที่ดี ตอบโจทย์ในการฟังเพลงมากที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เลือกหูฟังโดยดูที่การรองรับการเชื่อมต่อแบบ Codec อย่างเดียวเท่านั้น ต้องดูองค์ประกอบอื่นด้วย

สุดท้ายแบบ LDAC ตัวนี้โหดสุด ๆ คุณภาพเสียงดีกว่าสี่แบบแรก ด้วยค่า Bit-rate อยู่ที่ 660 และ 990kbps ( แล้วแต่มือถือที่เชื่อมต่อ) จะเห็นได้ว่าค่า Bit Rate สูงกว่าทุกแบบ แต่อาจจะหาระบบแบบนี้ยากในหูฟังทั่วไป และถึงหาได้ ราคาของหูฟังก็จะแพงมาก ไม่เหมาะกับการใช้ฟังเพลงทั่วไปเท่าไรนัก เหมาะกับมืออาชีพมากกว่า

…..

การตอบสนองความถี่ หรือ Frequency Response

การตอบสนองความถี่ หรือ Frequency Response

….

เคยเห็นตัวเลขจำพวก 60Hz-25,000Hz, 15Hz-20,000Hz กันไหมครับ? และหมายถึงอะไร? มันคือตัวเลขที่แสดงถึง Frequency Response หรือการตอบสนองความถี่ นั่นเอง โดยหน่วยที่ใช้วัดเสียง คือ Hertz โดยที่ตัวเลข Hertz ยิ่งน้อย หูฟังจะขับเสียงต่ำได้ดี หรือที่เราเรียกกันว่าเสียงเบส เช่น หูฟังที่มีค่า 15 Hz จะขับเสียงเบสได้ลึกกว่าหูฟังที่มีค่าเริ่มต้นที่ 60 Hz ส่วนถ้าค่าตัวเลข Hertz สูง จะขับเสียงในย่านสูงแหลมได้มาก เช่นเวลาผู้หญิงร้องเสียงสูง เป็นต้น และโดยปกติแล้ว มนุษย์เรานั้นสามารถรับรู้และได้ยินเสียงในความถี่ที่ 20-20,000 Hz ถ้าหากความถี่เกินจากช่วงนี้ออกไป มนุษย์จะไม่สามารถรับฟังได้ ลองไปดูช่วงความถี่กันครับเพื่อให้เห็นภาพยิ่งขึ้นครับ

เสียงต่ำมาก ต่ำกว่า 32 Hz เสียงปานกลาง 320 to 2,560 Hz
เบสต่ำ 20 to 40 Hz เสียงปานกลางถึงสูง 2,560 to 5,120 Hz
เบสปานกลาง 40 to 80 Hz เสียงสูง 5,120 to 10,240 Hz
เบสสูง 80 to 160 Hz เสียงสูงมาก 10,240 to 20,000 Hz
เสียงปานกลางค่อนไปทางต่ำ 160 to 320 Hz    

จากตารางจะเห็นได้ว่า ค่า Hz ที่ต่ำช่วง 20-40 จะให้ค่าเบสที่ต่ำ แต่คนเรายังสามารถฟังได้อยู่ ส่วนค่า Hz ที่ 20,000 นั้น เป็นเสียงที่ดังมาก ดังแบบอันตรายได้เลย เพราะฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องหาซื้อหูฟังที่สามารถขับเสียงสูงได้ขนาดนั้น หรือซื้อมาแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดเสียงให้ดังมากนัก ไม่งั้นหูพังพอดี

หูฟังที่มีค่าคลื่นความถี่ในช่วงกว้าง ๆ จะให้คุณภาพเสียงที่มีไดนามิคมากกว่าแบบที่มีช่วงน้อย ๆ และโดยส่วนใหญ่ Wireless แบบไร้สายจะระบุไว้เลยว่า สามารถปล่อยความถี่ได้ที่ 20-20,000 Hz ซึ่งถือว่าครบถ้วนแล้ว แต่ก็จะมีหูฟังบางรุ่น อาจจะระบุว่า สามารถทำความถี่ได้มากกว่าช่วงนี้ เช่น 20-40,000 Hz อาจจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเกินไป ถือว่าไม่จำเป็นเลย และถ้าคุณอยากได้เสียงเบสที่ลงลึก ให้เลือกหูฟังที่ตัวเลขทางซ้ายมือน้อย ๆ เลือกที่ค่าเริ่มต้นประมาณ 60-150 Hz จะดีที่สุดครับ

….

Driver ของ หูฟัง

Driver ของ หูฟัง
……..
Driver คือ ชิ้นส่วนที่สำคัญมากที่สุดในหูฟัง ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้กลายเป็นเสียงที่พวกเราได้ยิน ได้ฟังกัน มีส่วนประกอบหลักคือ แม่เหล็ก, คอยน์เสียง, และไดอะแฟรม และส่วนประกอบอื่น ๆ

….
ขนาดของ Driver

โดยทั่วไปของหูฟังแบบ Earphone จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 8mm – 15mm ส่วน Headphone จะอยู่ที่ประมาณ 20mm – 50mm และหูฟังไร้สายจะมีขนาดค่อนข้างเล็กมาก ส่วนใหญ่อยู่ที่ 5mm – 8 mm เท่านั้น ขนาดของ Driver จะส่งผลต่อความดังของเสียง โดยที่ขนาดยิ่งใหญ่ ก็ให้เสียงดังได้มาก และเนื่องจากขนาดใหญ่นี่เอง ตัวไดอะแฟรมก็จะมีขนาดใหญ่ด้วย ส่งผลให้เสียงเบสมีความคมชัดมากกว่าขนาดเล็ก แต่ในด้านเสียงสูงกลับให้เสียงได้ไม่ดีเท่าไรนัก

…..

จำนวนของ Driver

โดยทั่วไปหูฟังที่มีขนาดใหญ่ เช่น Headphone จะมีจำนวน Driver ที่ 4 หน่วย ในขณะที่หูฟังขนาดเล็กอาจจะมีแค่ 1-2 หน่วยเท่านั้น โดยที่หูฟังที่มี Driver จำนวนแค่ 1 หน่วย จะมีข้อจำกัดในการขับเสียงออกมา เสียงอาจจะคุณภาพไม่ดีพอ หรือไม่มีมิติมากพอ

ดังนั้นทางผู้ผลิตจึงได้เพิ่มจำนวน Driver ลงไปในหูฟัง เพื่อช่วยในการแปลงสัญญาณไฟฟ้า เช่น หน่วยที่ 1 เน้นเสียงเบส หน่วยที่ 2 เน้นเสียงกลาง หน่วยที่ 3 เน้นเสียงสูง เป็นต้น โดยทั่วไปหูฟังที่มีจำนวน Driver มากกว่าจะมีเสียงที่มีคุณภาพดีกว่าหูฟังที่มีจำนวน Driver น้อย แต่ก็ไม่เสมอไป ทางผู้ผลิตสามารถเพิ่มคุณภาพของเสียงให้หูฟังที่มีจำนวน Driver แค่ 1 หน่วยได้ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของ Driver จะทำให้หูฟังมีราคาที่แพงเพิ่มมากขึ้น

…..

ประเภทของ Driver

Driver นั้นมีหลากหลายประเภท เช่น Dynamic หรือ Moving Coil, Balanced Armature, Planar Magnetic เป็นต้น โดยที่แต่ละประเภทก็จะมีหลักการทำงานที่แตกต่างกัน ให้คุณภาพเสียงที่ต่างกัน Driver แบบหนึ่งจะเหมาะกับหูฟังที่มีขนาดแบบหนึ่ง ตรงนี้ทางทีมงานจะไม่ขอเจาะลึกมาก เพราะรายละเอียดเยอะครับ แค่อยากจะบอกว่า Driver มีหลายแบบ และส่วนใหญ่หูฟังไร้สาย จะมี Driver แบบ Dynamic เท่านั้น ซึ่งเป็นประเภทแบบพื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปในอุปกรณ์การกำเนิดเสียง ให้เสียงได้ในระดับมาตรฐาน

เนื่องจากขนาดของหูฟังไร้สายที่มีขนาดเล็ก ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถที่จะใส่ Driver ขนาดใหญ่ หรือใส่ Driver หลายตัวลงในหูฟังได้ แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไปครับ ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีก้าวไกลไปมาก ทำให้ Driver มีขนาดเล็ก เพียงแค่ชิ้นเดียวก็สามารถให้เสียงที่มีคุณภาพดีได้ไม่แพ้เท่ากับ Driver ขนาดใหญ่ได้เช่นกัน

….

เลือกหูฟังแบบ In-ear Earbud หรือแบบ Classic Earbud ดี?

เลือกหูฟังแบบ In-ear Earbud หรือแบบ Classic Earbud ดี?

หูฟัง Wireless แบบไร้สายนั้น หลัก ๆ จะมีหูแค่สองประเภทเท่านั้น คือ แบบ In-ear และ แบบ Classic โดยที่แบบ In-ear จะเป็นหูฟังที่ยัดลงเข้าไปในรูหู จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า กันเสียงรบกวนภายนอกได้มากกว่า มีสมาธิมากกว่าเวลาฟังเพลงหรือออกกำลังกาย แต่ หูแบบ In-ear อาจจะทำให้เจ็บที่รูหูเวลายัดใส่เข้ารูหู และเวลาใส่ไปนาน ๆ แล้วรูหูจะมีอาการปวดเกิดขึ้นได้เช่นกัน อีกแบบคือแบบ Classic จะเป็นแบบห้อยวางไว้ตรงหูพอดี ไม่ได้ใส่เข้าไปในรูหูเหมือนแบบ in-ear ข้อดีคือ ไม่เจ็บหู ใส่ไปนาน ๆ แล้วสบายหูกว่า แต่ก็ต้องแลกมากับเสียงดังที่คนรอบข้างที่ยังได้ยิน และคุณภาพเสียงแย่กว่า

สรุปสั้น ๆ หากคุณอยากได้เสียงคุณภาพดี เลือกแบบ In-ear อยากใส่สบายหูให้เลือกแบบ Classic แต่ปัจจุบันหูฟังไร้สายส่วนใหญ่จะเป็นแบบ In-ear กันเกือบหมดแล้ว หาแบบ Classic ได้ยาก ทางผู้ผลิตเองก็พยายามออกแบบหูฟัง In-ear ให้มีการใส่ที่สบายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

….

เลือกจากคุณสมบัติของหูฟัง

เลือกจากคุณสมบัติของหูฟัง

นอกจากเรื่องคุณภาพเสียง และปริมาณแบตเตอรี่แล้ว คุณสมบัติของตัวหูฟังเองก็เป็นอีกส่วนที่ควรดูก่อนทำการซื้อ โดยดูที่ว่าตัวหูฟังมีคุณสมบัติและทำอะไรได้บ้าง เช่น การกันน้ำ โดยที่การกันน้ำของหูฟัง จะระบุเป็นค่า IPX โดยเริ่มตั้งแต่ค่า 0 ไปจนถึง 8 โดยที่ค่ายิ่งมากยิ่งสามารถกันน้ำได้ดี

ถ้าคุณเป็นคนชอบออกกำลังกายและชอบฟังเพลงไปด้วย ควรเลือกหูฟังที่มีค่า IPX ที่ 4 หรือ 5 ขึ้นไป เพราะแค่ระดับนี้ก็สามารถกันเหงื่อและกันละอองฝนได้ดีมากแล้ว แค่อย่าทำตกลงน้ำก็พอ เพราะจะทำให้ปุ่มฟังก์ชันทำงานบนหูฟังพังครับ หูฟังบ้างแบรนด์สามารถกดรับสาย โทรออก ปรับลดเพิ่มเสียง เล่นเพลงเลื่อนไปข้างหน้าหรือย้อนหลัง ได้เลยโดยตรงที่หูฟัง เหมาะกับคนที่ชอบความสะดวกสบาย ไม่ต้องนำมือถือออกมาจากในกระเป๋า

….

สุดท้ายแล้วส่งท้ายกันด้วย

อ่านจบแล้วเลือกหรือยังครับว่าจะซื้อตัวไหนดี มีให้เลือกหลายแบรนด์แบบนี้คงสับสนกันน่าดู เพราะทุกตัวที่ทางทีมงานได้คัดมาแบบเน้น ๆ ราคาอาจจะดูสูงมาก แต่มาแลกกับคุณภาพเสียงที่อลังการ ฟังก์การใช้งานที่หลากหลาย และหูฟังที่คุณเลือกจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคุณ

เราแนะนำว่าให้เลือกให้ตรงตามความต้องการในการใช้งานของคุณครับ แต่ถ้าคุณผู้อ่านคิดว่าราคาเกินงบประมาณมากเกินไป คงจะเอื้อมไม่ถึง ไม่ต้องห่วงไปครับ บทความหน้า ทางทีมงานจะขอนำเสนอหูฟังไร้สาย True Wireless ในราคาประหยัดไม่เกิน 2000 บาท ติดตามต่อได้เร็ว ๆ นี้นะครับ